Blog

  • มุมมองเรื่องทองผมเปลี่ยนไปมั้ย ?

    มุมมองเรื่องทองผมเปลี่ยนไปมั้ย ?

    ปลายปี 2019 ผมมีพูดถึงทองไปทีนึง เนื้อหาหลักคือโดยส่วนตัวผมไม่ชอบลงทุนในทอง ด้วยเหตุผลว่าผลตอบแทนระยะยาวมันก็ไม่ได้สูงอะไร บวกกับราคาทองขึ้นหรือลงตามอารมณ์ตลาดไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่ผมสามารถเข้าใจได้

    ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าถ้าดูผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 30 ปีทองดีขึ้นมาก แต่เดิมผมคำนวณผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ยช่วง 30 ปีของทองจะอยู่ประมาณ 4% ต่อปีแต่ตอนนี้เลขเพิ่มขึ้นเป็น 8.5% ละครับ (3 June 1996 ถึง 26 May 2026) ถ้าดูจากกราฟคร่าวๆก็จะเห็นว่าเป็นเพราะช่วง 2-3 ปีหลังนี่เลยที่ราคาพุ่งพรวดขึ้นมาเกินเท่าตัว

    สินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 8.5% เราก็ไม่สามารถจะบอกว่าผลตอบแทนของทองต่ำได้อีกต่อไป

    แต่ส่วนตัวผมก็ยังไม่มีความสนใจจะลงทุนในทองอยู่ดี เนื่องจากผมไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมมันถึงจะขึ้นหรือลง เท่าที่เห็นคือมันไม่มีราคาที่เหมาะสมของทอง ไม่มีเหตุผลใดๆว่าทำไมมันถึงจะต้องราคาสูงขึ้นไปถึงแสนหรือทำไมมันถึงไม่ควรจะตกไปอยู่ห้าหมื่น ผมมองว่าราคาของทองขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดอย่างเดียวเลย และดังนั้นมันเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงสำหรับผมอยู่ดี ไม่เหมือนกับหุ้นที่สมมติเราพลาดบริษัทที่เราซื้อมาผลประกอบการแย่ลงแล้วเราขาดทุน อย่างน้อยเราเข้าใจได้ว่าที่ขาดทุนเพราะผลประกอบการแย่ลงและเราพลาดอะไรไป แต่กับทองนี่คือกำไรก็โชคดีขาดทุนก็โชคร้าย ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนั้นเลย

    ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือ ผมก็จะยังคงไม่ลงทุนในทองครับ แต่ทั้งนี้ที่เคยบอกว่าผลตอบแทนของทองมันต่ำนะ อันนี้อาจจะไม่ค่อยจริงละ ใครสนใจอยากลงทุนในทองก็เอาเลยครับผลตอบแทนเฉลี่ย 4-8% ต่อปีก็ไม่แย่นะ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ลงทุนในหุ้น Defensive แทนตราสารหนี้ได้มั้ย ?

    ลงทุนในหุ้น Defensive แทนตราสารหนี้ได้มั้ย ?

    มีคนถามว่า แทนที่ปกติเราจะจัด allocation ระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงกับสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นหุ้นกับตราสารหนี้ เราสามารถที่จะใช้สินทรัพย์เสี่ยงเป็นหุ้นกลุ่ม Aggressive แล้วสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นหุ้น Defensive แทนดีกว่าหรือเปล่า

    ผมว่าเรื่องนี้มันก็ทำได้นะ แต่ดีกว่ามั้ยนี่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำไปเพื่ออะไร สมมติเราบอกว่าทำไปเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น ผมก็ว่าเวิร์ตนะเพราะทำแบบนั้นก็จะทำให้เงินลงทุนเรา 100% อยู่ในหุ้นและดังนั้นในระยะยาวผลตอบแทนโดยรวมควรจะสูงขึ้นกว่าพอร์ตผสมตราสารหนี้

    แต่เราต้องเตรียมใจว่า
    1. ถ้าตลาดหุ้นตก หุ้นกลุ่ม Defensive ก็ตกด้วยแน่ๆ และน่าจะตกรุนแรงกว่าตราสารหนี้ด้วยถึงแม้แนวโน้มคือจะตกเบากว่าหุ้นโดยรวมก็ตาม

    เพื่อให้เห็นภาพเราลองพิจารณาดูว่าสมมติเราถือหุ้น 100% แบบกลางๆ มันมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่ม Defensive อยู่แล้วเท่าไหร่


    หุ้นกลุ่ม Defensive หลักๆก็คือ sector Healthcare, Consumer Staple, Utilities และบางเจ้าก็จะนับ Communications ด้วย ซึ่งมันเป็นสัดส่วน 24% สำหรับ MSCI ACWI และ 26% สำหรับ S&P 500 สรุปคือตีคร่าวๆว่าถือหุ้นแบบกลางๆก็มีกลุ่ม Defensive ไป 25% โดยประมาณ

    ดังนั้นสมมติเราถือพอร์ตสัดส่วน 60/40 มันก็ไม่ได้ต่างจากเดิมที่มีหุ้น Defensive อยู่แล้ว 25% เท่าไหร่ ก็แปลว่าถ้าตลาดหุ้นลงพอร์ตเราก็จะร่วงแรงพอสมควรแน่

    2. ถ้าสมมติเราจะทำ tactical allocation ไม่ได้ถือ passive เฉยๆ มันก็จะมีปัญหาเดิมอยู่ดีเหมือนกับตอนเราถือตราสารหนี้ ซึ่งคือการเดาว่าตลาดจะตกมั้ยนี่มันเป็นอะไรที่ยากมาก แล้วถ้าสมมติเราสามารถเดาตลาดตกได้จริง งั้นแบบนั้นสลับไปถือตราสารหนี้ระยะสั้นหลบหุ้นตกก็จะดีกว่าอยู่ดี

    ดังนั้นสรุปโดยรวมคือ ถ้าจะถือหุ้น Defensive แทนสินทรัพย์ปลอดภัยก็ทำได้นะ ผลตอบแทนโดยรวมระยะยาวต้องดีขึ้นแน่ แต่ก็ต้องตระหนักว่ามันไม่ใช่พอร์ตว่าเราจะไม่ผันผวนหรือปลอดภัยกว่าการใช้ตราสารหนี้แค่นั้นเอง รับได้ก็โอเคนี่

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ผลตอบแทนกอง Bond ควรเป็นเท่าไหร่ ?

    ผลตอบแทนกอง Bond ควรเป็นเท่าไหร่ ?

    ผลตอบแทนคาดวังที่เหมาะสมของกอง Bond ควรคาดหวังเท่าไหร่ครับ ?

    มีนักเรียนเราถามคำถามนี้

    ตอนนั้นผมก็ตอบว่าถ้าเป็นตอบแทนระยะสั้นไม่รู้เพราะผลกระทบของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงสั้นๆจะมีผลเยอะ แต่ถ้าผลตอบแทนระยะยาวผมว่าใช้ Yield to Maturity ไปเลย ก็คือถ้า Yield to Maturity สูงเราก็คาดว่าผลตอบแทนจากกองทุนจะสูง และถ้าตอนเราซื้อ Yield to Maturity ต่ำก็คาดได้ว่าผลตอบแทนกองทุนจะต่ำ เพราะผมมองว่าอัตราผลตอบแทนมันขึ้นกับ Yield ตอนนี้, price change ของการขยับขึ้นหรือลงของอัตราดอกเบี้ย, Yield ในอนาคตเมื่อกองทุนมีการ reinvest ซึ่งสองอันหลังนี่ควรจะถัวๆกันไปโดยประมาณ

    ทีนี้อันนั้นมันก็ตอบจากความเข้าใจ แต่ไม่ได้มีหลักฐานอะไรประกอบ ผมเลยลองไปหาดูว่ามีคนเคยศึกษาหรือทำข้อมูลเรื่องนี้มั้ย ก็ไปเจอบทความของ Janus Henderson ที่ค่อนข้างตรงทีเดียว เลยเอามาเล่าครับ

    คำถามหลักของบทความคือ Yield เป็นตัวทำนายผลตอบแทนใช่หรือไม่

    วิธีการที่เค้าเช็คคือย้อนไปดู Yield to worst ในหลายช่วงเวลาของ U.S. และ European Investment Grade Bond (IG) กับ High-Yield Bond (HY) แล้วก็ดูว่าเวลาผ่านไป 1 ปีกับ 5 ปี

    ผลปรากฏว่า Yield เป็นตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่ดีมาก สำหรับกลุ่ม IG มากกว่า HY และ 5 ปี มากกว่า 1 ปี นั่นคือแปลว่า Yield ในปัจจุบันที่สูงมักจะตามมาด้วยผลตอบแทนในช่วง 5 ปีที่สูงด้วยสำหรับกลุ่ม IG

    ส่วนในเรื่องผลตอบแทน ก็ดูจะคล้ายกับที่คาดมาก นั่นคือ Yield กับผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 5 ปีเป็นเลขที่ใกล้กันมาก แต่สังเกตว่าถ้าเป็น 1 ปี ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงนี่จะเหวี่ยงมาก

    ดังนั้นสรุปคือผลตอบแทนคาดหวังของกอง Bond ก็คือ
    • ใช้ Yield to worst ของเค้านี่แหละ
    • แต่ต้อง 5 ปีนะ ถ้า 1 ปีก็จะไม่ค่อยแม่น ซึ่งอันนี้เข้าใจได้
    • IG แม่นกว่า HY
    • Yield ตอนนี้ที่ทำวีดิโอคือ 5.15% แปลว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้าก็น่าจะประมาณ 5-7.5%

    เผื่อใครอยากอ่านบทความตัวเต็มผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://www.janushenderson.com/en-us/investor/article/can-bond-yields-predict-returns/

  • ลงทุนตอนนี้สายเกินไปมั้ย ?

    ลงทุนตอนนี้สายเกินไปมั้ย ?

    คำตอบสำหรับเคสส่วนใหญ่ 95% คือไม่ครับ อายุไม่เยอะเกินครับ ลงทุนตอนนี้ยังทัน
    • รุ่นอายุช่วง 20-40 ปีนี่เวลาเหลือแน่ถูกมะ เริ่มเถอะ
    • สำหรับคนที่ยังทำงานมีรายได้ และมีเวลาเหลืออีกหลายปี เช่น อายุ 40-50 ปี อาจจะรู้สึกกังวลว่าอายุเยอะแล้ว ต่อให้ลงทุนในหุ้นผลตอบแทนดีขึ้นยังไงเงินอาจจะไม่พออยู่ดี ผมเข้าใจความรู้สึกนะ แต่ว่าก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
    • สำหรับคนที่ใกล้จะเกษียณมาก เช่นอายุ 55 ปีขึ้นไป และกลุ่มคนที่เกษียณแล้วด้วย เช่นกัน การลงทุนในหุ้นบ้างจะช่วยได้ แต่ทั้งนี้เนื่องจากเราต้องถอนเงินมาใช้แล้วหรือใกล้จะต้องมากแล้ว ผมเสนอว่าลงทุนในหุ้นเฉพาะส่วนที่เกินเงินที่ต้องใช้ใน 7 ปีไปครับ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • เครื่องมือของธนาคารกลางมีอะไรบ้าง ?

    เครื่องมือของธนาคารกลางมีอะไรบ้าง ?

    มันเริ่มจากธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งอันนี้ทุกประเทศน่าจะเหมือนกัน กับบางประเทศอาจจะเรื่องการจ้างงานด้วย อย่างของ U.S. ใช่ ของไทยไม่

    ทีนี้เครื่องมือของธนาคารกลางในการดูแลเงินเฟ้อมันคือการเพิ่มหรือลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องว่าปริมาณเงินในระบบมันส่งผลกับเงินเฟ้ออย่างไร เราจะไม่ได้พูดถึงในวีดิโอนี้ แต่เอาคร่าวๆคือถ้าเพิ่มเงินในระบบจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ส่วนถ้าลดจำนวนเงินในระบบ จะทำให้เศรษฐกิจชะลอลง และเงินเฟ้อลดลง

    ในการเพิ่มหรือลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางจะมีเครื่องมือ 3 อย่างหลักๆ
    1. Reserve Requirement Ratio อันนี้คือตัวเลข % ที่ถ้ามีคนมาฝากเงิน ธนาคารต้องกันสำรองไว้เท่าไหร่ก่อนจึงจะปล่อยสินเชื่อได้ สิ่งนี้ก็คือตามหลักการ Fractional Reserve Banking เร็วๆนี้ธนาคารกลางที่ใช้สิ่งนี้ก็เช่นจีน
    2. Interest rate อันนี้คือธนาคารกลางมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับสำหรับการฝากเงินสำรองไว้กับธนาคารกลาง เช่นสมมติเค้าบอก 2% มันก็จะทำให้ธนาคารพาณิชย์อื่นต้องให้ดอกเบี้ยเท่านี้ตามไปด้วย
    3. ซื้อขายพันธบัตร อันนี้ก็ตรงไปตรงมา คือซื้อหรือขายพันธบัตรเลย ก็จะทำให้มีเงินเข้ามาหรือหายไปจากระบบ

    ประมาณนี้เลยครับ อ้อ แต่สำหรับอเมริกา เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนี้แล้วนะ เค้าไม่มี Reserve Requirement Ratio แล้ว เพราะเค้าเปลี่ยนนโยบายเป็น Ample Reserve ละตั้งแต่ปี 2020 ถ้าสนใจกรุณาไปอ่าน ผมทั้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ

    https://www.federalreserve.gov/econres/notes/feds-notes/implementing-monetary-policy-in-an-ample-reserves-regime-the-basics-note-1-of-3-20200701.html

    https://www.federalreserve.gov/econres/notes/feds-notes/implementing-monetary-policy-in-an-ample-reserves-regime-maintaining-an-ample-quantity-of-reserves-note-2-of-3-20200828.html

    https://www.federalreserve.gov/econres/notes/feds-notes/implementing-monetary-policy-in-an-ample-reserves-regime-when-in-crisis-note-3-of-3-20201002.html

  • ทำ Asset Allocation ด้วยตัวเอง

    ทำ Asset Allocation ด้วยตัวเอง

    มีสองคนละถามเรื่อง Asset Allocation วันนี้เลยจะทำวีดิโอตอบเรื่องนี้ครับ

    ในสาระสำคัญ Asset Allocation ก็คือคำถามว่าเราควรจะจัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มต่างๆแค่ไหนอย่างไรดีจึงจะเหมาะสม

    ความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้เราสามารถที่จะขยายให้มันวุ่นวายสุดๆได้โดยการแตกประเภท Asset ออกมาละเอียดมากๆ แต่ผมว่าในสาระสำคัญแล้ว เราพิจารณาแค่ว่าเราจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงซึ่งผมจะแทนด้วยหุ้น กับสินทรัพย์เสี่ยงต่ำซึ่งผมจะแทนด้วยตราสารหนี้เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ดีพอละ

    ก่อนหน้านี้เคยมีวีดิโอที่พูดเรื่องใกล้เคียงกันไปทีนึง แต่รอบนั้นผมเสนอวิธีการแบบง่ายคือใช้ 120 – อายุ = สัดส่วนหุ้น ซึ่งก็เป็นไอเดียที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน สมมติเป้าหมายปลายทางเหมือนกัน แต่เงินลงทุนคนนึงเยอะคนนึงน้อยกว่า คนที่เงินลงทุนเยอะกว่าก็ควรจะไม่ต้องลงทุนเสี่ยงมากจริงมะ ส่วนคนเงินลงทุนน้อยกว่าก็อาจจะจำเป็นต้องลงทุนเสี่ยงกว่าเพื่อให้ถึงเป้าหมายเดียวกัน

    วีดิโอนี้ผมจะสอนให้คุณทำ Asset Allocation ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเองครับ

    ภาพรวมคือแบบนี้ มันจะมีช่วงที่คุณเกษียณที่เดี๋ยวเราต้องคำนวณว่า ณ ตอนที่เกษียณ ต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่ถึงจะพอ แล้วก็มีช่วงนี้ที่ยังทำงานมีเวลาลงทุนอยู่ว่าคุณต้องลงทุนอย่างไร Asset Allocation เป็นยังไง

    ขั้นตอนมีดังนี้
    1. เอาโจทย์ตัวเองขึ้นมาวางก่อน เราจะเกษียณอายุเท่าไหร่นะ เกษียณไปจะใช้เงินเท่าไหร่ต่อปี แล้วจะเผื่ออยู่ถึงอายุเท่าไหร่ ตอนตายเงินหมดพอดีมั้ย หรือเหลือให้ลูกหลานเท่าไหร่
    2. เมื่อได้แล้วก็กด FN Calculator ตามนี้ เราจะได้ออกมาว่าเราต้องมีเงินก้อนมูลค่าเท่านี้นะ ถึงจะได้ตามเป้าพอดี
    3. ต่อมา เราก็มาดูช่วงที่เราทำงานมีเวลาลงทุนต่อ สิ่งที่ต้องการจะรู้คือต้องลงทุนให้ได้กี่ % ถึงจะได้เงินก้อนนั้นตอนเกษียณ คุณมีทรัพย์สินอยู่แล้วเท่าไหร่ ลงทุนเพิ่มได้อีกเท่าไหร่ เหลือเวลาทำงานลงทุนอีกกี่ปี
    4. เมื่อไห้แล้วก็กด FN Calculator อีกครับ เราก็จะได้ออกมาละว่าต้องกี่ r%
    5. แล้วเราก็เอา r% นั้นมาดูว่าต้อง Asset Allocation ยังไงต่อ

    ด้วยความที่เรามีสินทรัพย์แค่สองอย่างคือหุ้นกับตราสารหนี้ ประเด็นเรื่อง Allocation ก็จะง่ายทันที นั่นก็คือเราทำให้สัดส่วนมันผลตอบแทนคาดหวังพอกับ % ที่เราต้องการแค่นั้นเลย

    ผลตอบแทนคาดหวังของหลักทรัพย์ผมใช้
    iShares MSCI ACWI ETF ผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ก่อตั้ง 7.86%

    พันธบัตรรัฐบาล 2%

    ก่อนอื่นดูว่าผลตอบแทน r% ที่คุณต้องได้อยู่สูงกว่า 7.86% ป่าว ถ้าสูงเกินคุณรู้ละ ลงทุนหุ้น 100% เลยก็ยังมีแววจะไม่พอ แต่สมมติต่ำกว่า 2% ไปไม่เป็นไร แปลว่าคุณลงทุนพันธบัตร 100% เลยยังไงก็เกินแน่
    (ปล. ใช้ r% + 1% ไปเลยก็ดี เผื่อค่าธรรมเนียมนู่นนี่นั่นหรือภาษีบนดอกเบี้ยอะไรพวกนี้)
    ทีนี้ก็ตั้งสมการเลย หาสัดส่วนที่ต้องลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทน % ที่อยากได้พอดี X ในที่นี้คือสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่คุณต้องมี
    X * 7.86% + (1-X) * 2% = r%
    X * 7.86% + 2% – X * 2% = r%
    X * 5.86% = r% – 2%
    X = (r% – 2%) / 5.86%

    ได้ X ออกมาก็เสร็จละครับ นี่เลย Asset Allocation แบบเหมาะสมกับเฉพาะบุคคลด้วย

    ถ้า r% มันสูงกว่าผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยงทำไง ?
    • ลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น S&P 500 แทนที่จะหุ้นทั่วโลก หรือ Nasdaq 100 แทน
    • ออมเพิ่ม เกษียณช้าลง หรือใช้เงินตอนเกษียณน้อยลง

    บางคนถามว่า เงินที่ใช้ตอนเกษียณอ่ะ มันมีเงินเฟ้อนี่ สมมติอยากเผื่อเงินเฟ้อทำไง ก็ง่ายมาก กดเครื่อง FN calculator ครับ

  • ทำไม Asset ต้องเท่ากับ Liability + Equity ?

    ทำไม Asset ต้องเท่ากับ Liability + Equity ?

    มีคนอยากได้เหตุผลว่าทำไม Asset ต้องเท่ากับ Liability + Equity

    อันนี้ไม่ยาก คือต้องเข้าใจว่างบ Balance Sheet กำลังบอกว่าบริษัทมีสินทรัพย์อะไรอยู่ และสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นของใครบ้าง บางส่วนเป็นของเจ้าหนี้ บางส่วนเป็นของเจ้าของ

    ลองนึกภาพว่าสมมติว่าบริษัทเลิกกิจการวันนี้เลยจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากบริษัทไม่มีตัวตนอยู่จริง ถ้าเลิกกิจการก็ต้องขายทรัพย์สินทั้งหมด แล้วก็เอาเงินทั้งหมดมากองรวมกัน จากนั้นก็ดูว่าติดหนี้อะไรใครอยู่เท่าไหร่ก็จ่ายให้ครบ แล้วส่วนที่เหลือจากนั้นทำไงต่อ ส่วนที่เหลือจะเท่าไหร่ก็แล้วแต่ก็แบ่งให้ผู้ถือหุ้นจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือ


    เนี่ยครับ แค่นี้เลย Assets ก็เลยต้องเท่ากับ Liability + Equity เพราะสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี ถ้าขายทิ้งหมดบางส่วนก็ของเจ้าหนี้ และบางส่วนก็ของเจ้าของ แล้วมันก็ต้องไม่เหลือ ต้องหมดพอดี

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ทำไมหุ้น Small Cap ถึงแพ้ ?

    ทำไมหุ้น Small Cap ถึงแพ้ ?

    มีคนถามเพราะที่ผ่านมาดูเหมือนหุ้นขนาดเล็กกับกลางดูจะสู้หุ้นใหญ่ไม่ได้ แถมยังจะมีความเสี่ยงมากกว่าด้วย แบบนี้จะลงทุนกลุ่ม Small Cap ไปทำไมนะ เป็นการเก็งกำไรใช่หรือไม่

    ก็เป็นคำถามที่ดี 10 ปีที่ผ่านมาหุ้นขนาดเล็กดูจะแพ้จริง ทั้งใน U.S. และนอก U.S. ดูจะแพ้หมดจริง

    แต่นั่นมันคือแค่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ครับ ถ้าเรามองย้อนไปไกลกว่านั้น หุ้นขนาดเล็กผลตอบแทนดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เสียดายผมพยายามหาข้อมูลจะแปะให้ดูก็ไม่มีที่เป๊ะๆ เท่าที่มีคืออันนี้ซึ่งจุดเริ่มต้น inception มันดันไม่ตรงกันเท่าไหร่


    คำถามที่คนจะสงสัยต่อคือแล้วทำไมอยู่ๆ Small Cap มันถึงแพ้ Large Cap ได้

    หนึ่งในสาเหตุที่เค้าคุยกันคือด้วยยุคปัจจุบันการเติบโตมันมาจากฝั่ง Tech ซะเยอะ และด้วยความจำเป็นต้องลงทุนเยอะ บวกกับเป็นการแข่งขันแบบ winner takes all ทำให้พวกบริษัทที่ใหญ่อยู่แล้วและมีทุนอยู่แล้วได้เปรียบ และสองคือเดี๋ยวนี้การระดมทุนแบบ Private Equity ก็ทำได้ง่ายขึ้น เลยอาจจะทำให้บริษัทขนาดเล็กที่มีความเข้มแข็งไประดมทุนแบบอื่นแทน

    คำถามสุดท้ายที่สำคัญคือ แล้วอย่างนั้นการลงทุนใน Small Cap จะกลับมาดีชนะ Large Cap ได้อยู่มั้ย

    เอาตรงๆก็ไม่มีใครรู้แหละ แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นไปได้ เพราะยังไงการเติบโต 20% ก็ง่ายกว่าสำหรับบริษัทขนาดเล็กเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่อยู่ดี และยิ่งถ้ามองว่าบริษัทขนาดเล็กในช่วงที่ผ่านมาคนเมินก็ยิ่งทำให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีกสำหรับผม

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ทำไมถึงใช้ Beta คิด Discount Rate ?

    ทำไมถึงใช้ Beta คิด Discount Rate ?

    มีคนถามว่าทำไมเวลาคิด Discount Rate เราถึงใช้ตัวแปรแค่ Beta ในเมื่อมันไม่น่าจะสะท้อนความเสี่ยงได้ทั้งหมด

    เพื่อความเข้าใจผมทวนนิดนึง Discount Rate ในที่นี้คืออัตราที่เอาไว้คิดลดเงินในอนาคตกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบัน ใช้ในขั้นตอนการคำนวณ Fair Value ของ DCF

    โดยคอนเซปต์คือ Discount Rate นี่มันควรสะท้อนความเสี่ยงของการถือหุ้นนั้น ตัวเลขควรจะสูงถ้าหุ้นมันมีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงสูง และตัวเลขควรจะต่ำถ้าความเสี่ยงของหุ้นนั้นต่ำ

    สูตรของ Discount Rate คือ Rf + (Rm – Rf) * Beta เหตุผลของสูตรคือเริ่มจาก Rf ซึ่งคือผลตอบแทนขั้นต่ำสุดที่ควรจะคาดหวังได้ก่อน จากนั้น Rm – Rf ก็คือผลตอบแทนของหุ้นโดยรวมต่างจาก Rf อยู่เท่าไหร่ แล้วก็เอาส่วนต่างนั่นคูณกับ Beta ซึ่งคือเลขที่บอกว่าหุ้นที่เราสนใจนี้โดยเฉลี่ยเคลื่อนไหวอย่างไรเทียบกับตลาดหุ้น เราก็จะได้เลขที่บอกว่าส่วนต่างของผลตอบแทนหุ้นที่เราสนใจเทียบกับ Rf ควรจะต่างกันอยู่เท่าไหร่ บวกกับ Rf ตอนแรกก็จะได้เป็น % ผลตอบแทนที่เราควรจะคาดหวังจากการถือหุ้นนี้ สังเกตว่าตัวแปรที่สำคัญในสมการนี้คือ Beta อย่างเดียวเลย เพราะ Rf กับ Rm มันเหมือนค่าคงที่ที่ใช้เหมือนกันทุกหุ้น Beta เป็นเลขตัวเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับหุ้นแต่ละบริษัท

    แต่ทีนี้กลับมาที่คำถาม สิ่งที่คนถามเค้าสงสัยก็เป็นคำถามที่ดีมาก เพราะตัว Beta มันสะท้อนส่วนของความเสี่ยงที่เป็น systematic risk ไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมดของหุ้นนั้นเพราะมันยังมีส่วนที่เป็น idiosyncratic risk หรือความเสี่ยงเฉพาะของหุ้นเหลืออยู่ แล้วทำไมเราถึงยังนิยมใช้ Beta อยู่ล่ะ ทำไมเราไม่พยายามหาตัวเลขที่มันสะท้อนความเสี่ยงที่ดีกว่านี้

    คำตอบคือ เพราะเราก็ไม่รู้จะวัดความเสี่ยงเฉพาะที่ว่านี่ยังไงแค่นั้นเองครับ กับที่สำคัญคือการใช้ Beta มันก็ง่ายในทางปฏิบัติและก็ง่ายต่อการเข้าใจด้วย มันมีความพยายามศึกษาหลายอันนะไม่ใช่ไม่มี อย่าง Fama-French three-factor model ก็เพิ่มปัจจัยเรื่องขนาดกับความถูกแพงเข้าไปด้วย ซึ่งก็ดูจะอธิบายผลตอบแทนได้ดีกว่าการใช้ Beta เฉยๆจริง แต่ก็มีปัญหาว่าดูจะใช้ได้กับบางประเทศและบางประเทศก็ไม่ได้อีก กับนึกภาพว่าการใช้งานจริงมันทำได้ยากไง เพราะคุณต้องเพิ่มตัวแปรอื่นขึ้นมาครับ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ลงทุนต่างประเทศกี่ % ของพอร์ต ?

    ลงทุนต่างประเทศกี่ % ของพอร์ต ?

    ส่วนตัวผมตอนนี้หนักไปทางลงทุนต่างประเทศมากกว่าครับ คือถ้า SSF, RMF นี่คือต่างประเทศล้วน แต่ผมมีหุ้นไทยอยู่ด้วยเยอะพอสมควร โดยภาพรวมก็หนักลงทุนต่างประเทศมากกว่า น่าจะซัก 20-80 หรือ 30-70 ได้

    เรื่องนี้ผมว่ามันไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่ส่วนตัวผมมองว่าทุกคนควรจะลงทุนในต่างประเทศเป็นสัดส่วนพอสมควร เพราะว่า
    1. เป็นการกระจายความเสี่ยงออกจากไทย ลงทุนในหุ้นไทยอาจจะทำให้รู้สึกปลอดภัยเพราะเราคุ้นเคยกว่า แต่ถ้ามองจากมุมความเสี่ยงการลงทุนในไทยเป็นสัดส่วนใหญ่ก็เสี่ยงกว่าลงทุนกระจายทั่วโลก
    2. อย่าลืมว่าประเทศไทยนี่ถ้ามองจากมุมโลกก็เป็นเศรษฐกิจขนาดไม่ใหญ่ ไม่ได้มีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ และก็ไม่ได้มีการเติบโตที่สูงน่าลงทุนหรืออะไร

    ส่วนตัวผมคิดว่าคุณควรจะมีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศซัก 50% เป็นอย่างน้อย ซื้อกองทุนหุ้นโลกไปเลยก็ได้ ส่วนหุ้นไทยนี่สนับสนุนให้เลือกลงทุนรายบริษัทเพราะดัขนีโดยรวมการเติบโตของกำไรต่ำ เลือกเอาบริษัทที่ธุรกิจเข้มแข็งเป็นพิเศษและมี Dividend Yield สูงพอสมควรเป็นหลัก ผมคิดว่าลงทุนโดยมองว่าเป็นหุ้นปันผลไปก็ควรจะใช้ได้ครับ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร