Blog

  • ใช้เครื่องมือ AI ในการลงทุนอะไรบ้าง ?

    ใช้เครื่องมือ AI ในการลงทุนอะไรบ้าง ?

    ผมว่าผมน่าจะถือว่า low tech นะ ไม่รู้เลยว่าชาวบ้านเค้าใช้เครื่องมืออะไรบ้างไปถึงไหนแล้ว ส่วนใหญ่ผมใช้ในขั้นตอนการหาข้อมูลซะมากกว่า

    ที่ใช้เยอะสุดเลยคือ
    • ตอนเริ่มต้นสุดเลย ผมจะเอาชื่อบริษัทไปถามว่าบริษัทนี้ถือว่าเป็นเจ้าหลักในธุรกิจที่เค้าทำหรือไม่ prompt ว่าแบบนี้ “Is ____ considered a dominant company in its industry?”
    • เอาไว้ถามรวบรวมข้อมูลประเภทที่เราอยากเห็นหลายๆปี แต่ไม่ได้มีบนเวปปกติ เช่นสมมติถ้าเราอยากได้ Revenue, Revenue Growth ย้อนหลัง พวกนี้มักจะหาได้ทั่วไปบนเวปปกติ Jitta, Morningstar อะไรก็มี แต่ข้อมูลเช่น Same Store Sales Growth หรือ Occupancy Rate ที่เรารู้ว่ามีอยู่ในรายงานแน่ๆ แต่ไม่ได้มีอยู่บนเวปปกติ พวกนี้เราขอให้ AI ไปรวบรวมให้ได้ prompt ประมาณว่า “Can you please look up ____ of ____ for each year since 2016 to 2025 using only SEC as source?

    นอกเหนือจากนั้น น้องที่ทำงานเคยมีใช้หาไอเดียการลงทุนด้วย และก็ดูจะได้ผลอยู่นะ
    • ตอนนั้นเหมือนจะ prompt ประมาณว่า “As a value investor that focus on buying quality company at low price, can you recommend ____ stocks in ____ that could be a great long term investment?

    ประมาณนี้ครับ ผมว่าผมก็ low tech อยู่นะ ใครมีเครื่องมือหรือมีวิธีการใช้งานอะไรดีๆฝากแนะนำผมทีครับ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • หุ้น U.S. จะยังคง outperform ต่อไปมั้ย ?

    หุ้น U.S. จะยังคง outperform ต่อไปมั้ย ?

    ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นอเมริกาให้ผลตอบแทนดีกว่าที่อื่นมาก มันจะเป็นแบบนั้นต่อไปมั้ย

    เป็นคำถามที่ดี และก็คงไม่มีใครรู้อนาคต แต่ถ้าถามความเห็นผม ผมคิดว่าใช่นะ

    สาเหตุเพราะผมมองว่าปัจจัยที่ทำให้อเมริกาเศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นเข้มแข็งตั้งแต่แรกมันยังอยู่ ปัจจัยที่ว่าคือดังนี้
    1. การเมืองที่สะท้อนความต้องการคนส่วนใหญ่ การเมืองมีเสถียรภาพ คนเคารพผลการเลือกตั้ง ไม่ใช่แบบระบบเผด็จการ
    2. กฎหมายเอื้อต่อการทำธุรกิจ เช่น การเลิกจ้างทำได้ง่าย ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมายก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องให้เหตุผล, ไม่มีกำหนดวันหยุดขั้นต่ำ, กฎหมายล้มละลายก็ไว้สำหรับช่วยให้ปรับโครงสร้าง


    3. ทัศนคติของคนที่มีต่อการประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจเป็นไปในทิศทางดี
    4. คนพร้อมลองทำอะไรใหม่ๆมีเยอะ เข้าใจว่าส่วนนึงมาจาก immigration กับมีการลงทุนวิจัย R&D ใน Fundamental Research

    5. ตลาดทุนระดมทุนได้ง่ายกว่า มี VC มีอะไร

    เท่าที่เห็นคือเรื่องพวกนี้ยังคงมีอยู่ ดังนั้นส่วนตัวก็เลยเชื่อว่าเศรษฐกิจอเมริกาและหุ้นอเมริกาก็ยังคงน่าจะทำได้ดีอยู่

    เรื่องที่ส่วนตัวมองว่าเสี่ยงมากและไม่รู้จะส่งผลเมื่อไหร่ขนาดไหนคือเรื่องหนี้สินกับ Deficit ของรัฐบาล แต่สุดท้ายเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ดังจะเห็นว่าประเทศที่ Surplus ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีการเติบโตดี เช่น เยอรมณี

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ลงทุน 100% ใน index fund ดีมั้ย ถ้าดีทำไมทุกคนไม่ทำ ?

    ลงทุน 100% ใน index fund ดีมั้ย ถ้าดีทำไมทุกคนไม่ทำ ?

    เอาจริงก็เป็นไอเดียที่ดีนะ ทำได้ง่ายและผลตอบแทนดี

    แต่คงจะทุกคนไปเลยไม่ได้เพราะ
    1. หลายคนต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย และเชื่อว่าตัวเองทำได้ (ทำได้จริงป่าวไม่รู้)
    2. บางคนก็มีความเห็นส่วนตัว มีบริษัทที่ตัวเองชอบและคิดว่าดีเป็นพิเศษ

    ถ้าสมมติทุกคนซื้อ Index Fund ขึ้นมาจริงๆ มันก็จะพัง เพราะ Index Fund จริงๆแล้วอาศัยการเกาะ consensus โดยรวมของตลาดที่กำหนดว่าบริษัทไหนควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่อันไหนมากกว่าหรือน้อยกว่า ถ้าไม่มีใครมีความเห็นอะไรเลยแล้วซื้อ Index Fund อย่างเดียว มันก็จะกลายเป็นว่ามูลค่าโดยเปรียบเทียบของแต่ละบริษัทจะเท่ากันอยู่ตลอด เช่น สมมติหุ้น A มีมูลค่าตอนนี้เป็น 2 เท่าของหุ้น B ถ้าคนซื้อ Index Fund กองทุนก็จะเอาเงินไปซื้อหุ้น A เป็นจำนวนเงิน 2 เท่าของหุ้น B เสมอ ต่อให้หุ้น A ผลประกอบการอนาคตแย่ลงในขณะที่หุ้น B ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีแรงเทขายจากนักลงทุนที่ซื้อหุ้นรายตัวเลยทุกคนถือ Index Fund หมด มูลค่าบริษัท A ก็จะเป็น 2 เท่าของบริษัท B ไปเรื่อยๆ

  • อยากรู้จักหุ้นหลากหลาย เริ่มจากไหนดี ?

    อยากรู้จักหุ้นหลากหลาย เริ่มจากไหนดี ?

    อยากรู้จักหุ้นหลากหลาย เริ่มจากไหนดี ?

    มีคนถามว่าจะเริ่มรู้จักหุ้นว่ามีอะไรบ้างนี่จะเริ่มหาจากไหน

    เพื่อความง่าย ผมเสนอว่าหากองทุนหรือ ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เราสนใจ แล้วก็กดเข้าไปดู Holdings ไล่เปิดอ่านดูเลยครับ

    กรณีไม่รู้จะเริ่มจากไหนเลย ไม่มีความสนใจธุรกิจกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ผมว่าเริ่มจาก S&P 500 เลย หรือถ้าอยากได้แบบทั่วโลกไม่เอาแค่ U.S. ก็เริ่มจาก MSCI ACWI เลยครับ

    หรือถ้ามีความสนใจกลุ่มธุรกิจ ก็ Google กลุ่มธุรกิจกับคำว่า ETF หรือ Funds หรือถ้ามีความเจาะจงมากก็หาแบบ world’s largest provider of xxx เอา แล้วก็ไปไล่อ่านดูครับ

  • สมมติสงครามอิหร่าน-อเมริกายืดเยื้อ ควรจะลงทุนไงดี ?

    สมมติสงครามอิหร่าน-อเมริกายืดเยื้อ ควรจะลงทุนไงดี ?

    สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลโจมตีอิหร่านดูเหมือนจะทำให้มีการปิดช่องแคบ Hormuz สมมติถ้าเรื่องนี้ยืดเยื้อจะมีผลอะไรและเราควรจะลงทุนกันยังไงต่อ

      ช่องแคบ Hormuz นี่คืออะไร ?

    เป็นทางเดินเรือสำคัญที่ผ่านอิหร่านครับ มีการประมาณว่ามีการขนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบนี้ประมาณ 20% ของทั้งโลก ประเทศที่อยู่ในบริเวณอ่าวเปอร์เซียถ้าจะขนส่งน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติออกมาทางเรือก็มาได้ทางนี้ทางเดียว โดยหลักๆจะเป็นการขนส่งมาทางเอเชีย ส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบนี้ผ่านอิหร่าน ทำให้ถ้าอิหร่านจะยิงจรวดใส่หรือโดรนหรือเอาเรือเล็กมาก่อกวนก็สามารถทำได้

      ใครใช้ช่องแคบนี้บ้าง

    ประเทศที่ใช้ช่องทางนี้ส่งน้ำมันก็จะมี Saudi Arabia, United Arab Emirates, Iraq, Kuwait, Qatar, Bahrain และ Iran

      ปิดช่องแคบแล้วใครเดือดร้อน

    พวกประเทศส่งออกก็ต้องเดือดร้อนแน่นอน แต่ประเทศที่นำเข้าน้ำมันก็จะเดือดร้อนด้วยและประเทศอื่นๆก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะความต้องการน้ำมันมันจะทำให้ราคาน้ำมันโดยรวมทั่วโลกสูงขึ้น มีการคาดการณ์ว่าจะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล แล้วก็จะไปทำให้ค่าครองชีพและสินค้าอื่นๆสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ 100 เหรียญต่อบาร์เรลก็ไม่ได้ว่าสูงเว่อร์ ก่อนหน้านี้ตอนรัสเซียบุกยูเครนก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ราคาน้ำมันสูงเกินนั้นไปแล้ว ดังนั้นจะถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจหดตัวอะไรก็ไม่น่าจะมี
    อย่างไรก็ดี จะเดือดร้อนก็ต่อเมื่อการปิดช่องแคบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน ถ้าช่วงสั้นๆก็ไม่ควรจะมีผลอะไร เพราะหลายประเทศก็รู้ก่อนอยู่แล้วว่าอาจจะมีปัญหา ดังนั้นมีการกักตุนหรือเร่งส่งออกไว้ล่วงหน้า

      ทำไงกับเงินลงทุน

    ไม่ควรจะต้องกังวลอะไรมาก โอกาสที่จีนหรือรัสเซียจะเข้ามาร่วมรบบานปลายก็ไม่น่าจะสูง อิหร่านเองไม่มีขีดความสามารถจะสู้กับอิสราเอลและอเมริกาได้ ดังนั้นการสู้รบก็ไม่ควรจะยาวนาน แต่สมมติว่าเกิดยาวหลายเดือนขึ้นมาจริงตามที่ทรัมป์พูด ผลกระทบอย่างมากคือทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งก็จะกระทบเศรษฐกิจบ้าง บางประเทศอาจจะเยอะหน่อยอย่างไทย แต่สุดท้ายปัญหาก็จบไปอยู่ดี
    ในกรณีที่รู้สึกกังวลมากว่าจะยาวนานแบบสงครามอิรักอิหร่านที่กินเวลา 8 ปี ผมเสนอว่าซื้อพวก Consumer Staple ได้ พวกสินค้าจำเป็นเดือดร้อนน้อยสุดแล้วและควรจะทำได้ดีต่อเนื่อง ถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่ดีก็ตาม

    ส่วนถ้ารู้สึกตื่นเต้นอยากจะซื้อพวกที่ได้ประโยชน์เช่นหุ้นพลังงานหรือกลุ่มพวกที่ทำด้านอาวุธ ไม่ค่อยแนะนำเพราะตลาดอินกับพวกนี้และราคาน่าจะสูงขึ้น ในขณะที่ถ้าเราเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องชั่วคราวที่ไม่ลากยาวก็ยิ่งไม่ควรเข้าไปซื้อเลย กลับกันถ้ารู้สึกอยากมองหาโอกาสผมว่าซื้อพวกธุรกิจที่เดือดร้อนจากเรื่องนี้แล้วจะฟื้นตอนสงครามจบดีกว่า เช่น สินค้าฟุ่มเฟือยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกสินค้าแบรนด์เนมที่เหมือนราคาจะตกลงมา

  • ตัวอย่างบริษัทที่มี Moat (2/2)

    ตัวอย่างบริษัทที่มี Moat (2/2)

    ต่อเนื่องจากรอบที่แล้ว มีคนอยากให้ยกตัวอย่างหุ้นที่มี moat เพิ่มอีก วีดิโอที่แล้วเราพูดถึงตัวอย่างเรียงตามกลุ่มอุตสาหกรรมไปจำนวนหนึ่งแล้ว วีดิโอนี้เรายกตัวอย่างต่อให้จบ

    Healthcare ธุรกิจกลุ่มนี้ก็หลากหลายนะ มีตั้งแต่ยา, เครื่องมือแพทย์, ประกันสุขภาพ, โรงพยาบาล, ฯลฯ
    o Eli Lilly, Novo Nordisk สองบริษัทนี้ผมยกมาเป็นตัวอย่างบริษัทยาเพราะดังจากยาลดน้ำหนัก ที่มาของความได้เปรียบคือสิทธิบัตร

    o Unitedhealth, Elevance ประกันสุขภาพในอเมริกา พวกนี้แปลกออกไปคือความได้เปรียบมาจากความได้เปรียบเรื่องต้นทุน

    o Thermo Fisher, Agilent Technologies, Waters Corp พวกนี้กลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ในแล็บ ความได้เปรียบหลักมาจากทรัพย์สินทางปัญญากับต้นทุนการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเครื่องมือพวกนี้บางอันมันเฉพาะทางมาก

    o Resmed, GE Healthcare, Edwards Lifesciences, Coloplast, Straumann, Demant พวกนี้ก็เป็นเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์แบบต่างๆ ความได้เปรียบส่วนใหญ่มาจากทรัพย์สินทางปัญญา และบางบริษัทก็มีเรื่องต้นทุนการเปลี่ยนแปลงด้วย

    o McKesson, Cencora, Cardinal Health กลุ่มนี้ทำการจัดจำหน่ายยา ความได้เปรียบก็เหมือนการจัดจำหน่ายอื่นคือเป็นเรื่องความได้เปรียบเรื่องต้นทุน

    ##Financials ธุรกิจกลุ่มที่เกี่ยวกับการเงิน มีตั้งแต่ธนาคาร, สินเชื่อแบบต่างๆ, ประกัน, การลงทุน, การจ่ายเงิน, ฯลฯ
    o ธนาคารต่างๆในไทย พวกนี้มีความได้เปรียบต้นทุน

    o Visa, Mastercard สองเจ้านี้ทำ payment network รองรับการจ่ายเงิน ความได้เปรียบมาจากพลังของเครือข่ายแน่นอน

    o Blackrock ออก ETF เป็นเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความได้เปรียบเป็นเรื่องของความได้เปรียบต้นทุน

    o Moody’s, S&P Global พวกนี้เป็นคนประเมินออก rating ตราสารหนี้ ความได้เปรียบผมว่าอยู่ที่แบรนด์นะ แต่อย่าง S&P Global มีทำดัชนีหุ้นด้วยคล้ายๆ MSCI พวกนี้ความได้เปรียบเป็นเรื่องพลังของเครือข่าย

    o CME Group, Intercontinental Exchange, London Stock Exchange, Nasdaq พวกนี้ทำตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์อื่นเลย ความได้เปรียบก็เหมือนคนทำตลาดทั่วไปคือเป็นเรื่องของพลังของเครือข่าย

    o Marsh McLennan, Aon, Arthur J Gallagher พวกนี้เป็นโบรกเกอร์ประกัน คนที่มีลูกค้าในมือก็จะมีอำนาจทีเดียว ความได้เปรียบเป็นเรื่องความได้เปรียบเรื่องต้นทุน

    IT อันนี้ก็หลากหลายจัด
    o Nvidia, Taiwan Semiconductor, ASML พวกนี้ดังอยู่แล้วทุกคนน่าจะรู้จัก ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด

    o Arista Networks ทำ Ethernet network switch สำหรับใช้ในพวก Data center แต่ก่อน Cisco เป็นอันดับหนึ่งตอนนี้โดนแซงไปแล้ว ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญา

    o Cadence Design Systems, Synopsys ทำโปรแกรมสำหรับออกแบบชิป ความได้เปรียบมาจากต้นทุนการเปลี่ยนแปลง

    o Fortinet, Palo Alto Networks ทำเรื่อง cyber security ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญาและต้นทุนการเปลี่ยนแปลง

    o ADP ทำซอฟท์แวร์เงินเดือน Guidewire สำหรับธุรกิจประกัน Wisetech Global, Descartes Systems สองเจ้านี้ทำซอฟท์แวร์สำหรับธุรกิจขนส่ง ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญาและต้นทุนการเปลี่ยนแปลง

    o Fair Isaac ทำ FICO score สำหรับบอกระดับความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (credit score) ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญา

    Communication Services หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นพวกสื่อ, โซเชียลมีเดีย, เกม, การสื่อสาร
    o Meta Platforms ทำ Facebook, Instagram ความได้เปรียบจากเครือข่ายแน่ๆ Alphabet ที่ทำ search engine Google, YouTube, etc. อันนี้ก็เป็นความได้เปรียบจากเครือข่ายแน่

    o AIS อันนี้ก็รู้จักอยู่แล้ว เป็นธุรกิจสัมปทาน

    o Netflix ทำ subscription สำหรับดูหนัง เข้าใจว่าความได้เปรียบตอนนี้มาจากฐานลูกค้าที่เยอะทำให้ได้เปรียบจากต้นทุนต่อหน่วย

    o REA Group, Auto Trader, Rightmove, Scout24, Seek พวกนี้เป็นแพลตฟอร์มหมด ความได้เปรียบมาจากพลังของเครือข่าย

    Utilities อันนี้ก็พวกไฟฟ้าประปา เอาจริงๆพวกนี้ความได้เปรียบก็มาจากสัมปทานเกือบหมดแหละ ไม่มีอะไรมาก เช่น

    o Nextera Energy เจ้านี้เน้นผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดด้วย ธุรกิจในอเมริกา
    o National Grid เจ้านี้ทำการจ่ายก๊าซกับกระแสไฟฟ้าในอังกฤษ
    o Redeia จ่ายกระแสไฟฟ้าในสเปน
    o American Water Works เจ้านี้ทำน้ำประปาในอเมริกา

    Real Estate
    o กลุ่ม REIT เกือบทั้งหมดนี่ผมคิดว่าไม่มี Moat นะ ธุรกิจที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วเก็บค่าเช่าไม่ได้แปลว่าไม่ดีหรือไม่มั่นคงอะไร แต่ไม่คิดว่ามี Moat อะไรจริงจัง กลุ่มพวกที่เป็น Infrastructure แบบทางด่วนหรือแบบอะไรงี้จะมี Moat มากกว่า ความได้เปรียบก็คือสัมปทาน
    o CBRE, Jones Lang LaSalle เจ้านี้ทำการบริหารอาคารพาณิชย์ เข้าใจว่าความได้เปรียบมาจากแบรนด์เค้า

    o Simon Property Group ในหมู่ REIT ที่เคยอ่านมาเจ้านี้อาจจะมีความได้เปรียบบ้างเนื่องจากห้างที่เค้าเป็นเจ้าของดูจะทำได้ดีมาก บริษัทนี้สร้างของตัวเองไม่ใช้ซื้อเหมือน REIT ทั่วไป เข้าใจว่าเหมือนเจ้าของห้าง Paragon, Icon Siam อะไรประมาณนั้น ความได้เปรียบดูจะอยู่กับทรัพย์สินบางจุดที่บริษัทเป็นเจ้าของ

    o American Tower, Crown Castle, SBA Communications เจ้าพวกนี้ทำพวก infrastructure สำหรับการสื่อสารเช่นเสาส่งสัญญาณ บริษัทพวกนี้อาจจะมี moat บ้างแต่ไม่มากเพราะลูกค้าก็มีไม่กี่ราย ดังนั้นอำนาจการต่อรองก็จะไม่ได้สูงอะไร

    ครบละครับ ก็ถือว่าพูดถึงและยกตัวอย่างเยอะแล้วนะ หวังว่าจะเห็นภาพมากขึ้นครับ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ตัวอย่างบริษัทที่มี Moat (1/2)

    ตัวอย่างบริษัทที่มี Moat (1/2)

    ต่อเนื่องจากวีดิโอก่อนหน้าที่พูดถึง Moat framework ไป มีคนขอให้ยกตัวอย่างพวกธุรกิจที่ผมคิดว่ามี Moat เรียงตามอุตสาหกรรมไปเลยได้มั้ย ก็เดี๋ยวลองดูครับ

    ผมว่าไล่ไปตามอุตสาหกรรมหลักๆแล้วกัน และเพื่อไม่ให้มันดูไร้ประโยชน์เดี๋ยวเราผมจะพูดถึงแต่ละตัวอย่างแบบคร่าวๆว่ามันมี moat อะไรอย่างไร

    Energy กลุ่ม Oil and Gas นี่ผมรู้จักน้อยมาก แต่คิดว่าฝั่งจัดจำหน่ายหรือพวก pipeline น่าจะดีกว่าฝั่งขุดสำรวจนะ ที่เคยดูอยู่ก็เช่น
    o Enterprise Products Partners ทำการขนส่ง, แปรสภาพและเก็บพวกก๊าซธรรมชาติ, น้ำมันดิบ, ปิโตรเคมีต่างๆในอเมริกา เข้าใจว่าที่มาของความได้เปรียบคือการสร้างท่อก๊าซไม่ได้ทำได้ง่ายๆ ต้องขออนุญาตมีกฎหมายควบคุม

    o บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ปั๊มน้ำมันของปตท.ก็ทำได้ดี ความได้เปรียบพวกกลุ่มจัดจำหน่ายมักจะเป็นเรื่อง economies of scale ที่ทำให้ได้เปรียบต้นทุน

    Materials กลุ่มนี้พวกเคมี, โลหะ, วัตถุดิบ พวกนี้ก็มีที่มี Moat อยู่นะ เช่น
    o Linde, Air Liquide, Air Products and Chemicals พวกนี้ทำก๊าซอุตสาหกรรม เรียกว่าขายอากาศของจริง ความได้เปรียบดูจะมาจากความไว้วางใจของลูกค้าที่ยินดีจ่ายแพงหน่อยเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีปัญหา กับต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงเพราะสัญญาขายก๊าซยาวและมีการสร้างโรงผลิตข้างลูกค้าเลย

    o Ecolab อันนี้ผมก็ชอบ เค้าทำน้ำยาทำความสะอาด ความได้เปรียบดูจะมาจากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะบริษัทจะมีการติดตั้งตัว dispenser อะไรที่ไซต์ลูกค้าแล้วเพื่อจ่ายน้ำยาทำความสะอาด

    o Vulcan Materials, Martin Marietta Materials พวกนี้เคยพูดถึงในวีดิโอก่อนคือขายหินทรายกรวดใช้ในการก่อสร้างรวมถึงซีเมนต์ ความได้เปรียบมาจากได้เปรียบต้นทุนเพราะของพวกนี้ขนส่งไกลๆไม่คุ้ม ดังนั้นพวกงานก่อสร้างก็จะซื้อจากใกล้ที่สุดเป็นหลัก อีกอย่างคือการทำเหมืองหินหรือโรงเผาปูนใหม่ก็ไม่ได้ง่ายเพราะไม่มีใครอยากให้มาตั้งใกล้บ้านตัวเอง

    o Givaudan, International Flavors & Fragrances ทำรสชาติ, น้ำหอม ที่มาความได้เปรียบคือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาตัวสูตรของกลิ่นและรส ตัวลูกค้าเองก็จะมีต้นทุนการเปลี่ยนแปลง

    Industrials กลุ่มอุตสาหกรรมนี่ใหญ่มากหลากหลายมาก มีพวกที่ใช้ได้เยอะไปหมด
    o Boeing, Airbus ทำเครื่องบิน มาจากเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแน่ กับต้นทุนการเปลี่ยนแปลงด้วยเพราะสำหรับสายการบินการที่ใช้ยี่ห้อเดียวทำให้มีต้นทุนในการดูแลรักษาน้อยกว่า

    o ABB, Schneider Electric ทำพวกอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า พวกนี้ก็ได้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและต้นทุนการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

    o Lockheed Martin, RTX พวกนี้ก็พวกอุปกรณ์ทางทหาร ทรัพย์สินทางปัญญาอีกเช่นกัน

    o Union Pacific, CSX, Norfolk Southern พวกนี้ให้บริการขนส่งทางรถไฟ ได้เปรียบต้นทุนเพราะการที่เค้าเป็นเจ้าของทางรถไฟอยู่กว้างมาก และคนที่จะเข้ามาแข่งก็ต้องมาวางรางใหม่

    o Fastenal, WW Grainger ทำจัดจำหน่ายพวกน็อตกับสินค้าสำหรับงานซ่อมแซมบำรุงรักษา พวกนี้ก็จะคล้ายกับธุรกิจจัดจำหน่ายคือความได้เปรียบมาจากความได้เปรียบต้นทุนเป็นหลัก

    o Waste Management, Waste Connections, Republic Services เก็บขยะ พวกนี้ก็เป็นเรื่องต้นทุนเช่นกัน ยิ่งในเส้นทางมีลูกค้าหนาแน่นก็ยิ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง

    Consumer Discretionary กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยนี้ก็เยอะมากเช่นกัน เช่น
    o Amazon แพลตฟอร์มขายของ ได้เปรียบจากพลังของเครือข่าย คอนเซปต์เหมือนตลาด

    o Booking Holdings, Expedia, Trip.com แพลตฟอร์มจองโรงแรม, ตั๋วเครื่องบิน นี่ก็ได้เปรียบจากพลังของเครือข่ายเช่นกัน คอนเซปต์เหมือนตลาด

    o Marriott, Hilton, InterContinenal Hotels Group กลุ่มนี้ทำโรงแรม พวกนี้ความได้เปรียบมาจากแบรนด์

    o LVMH, Hermes แบรนด์เนม พวกนี้ได้เปรียบจากแบรนด์แน่

    o McDonald’s, Darden Restaurants ร้านอาหาร นี่ก็ได้เปรียบจากแบรนด์เช่นกัน และอาจจะมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนจากการที่เป็นเชนร้านอาหารขนาดใหญ่บ้างในระดับนึง

    o Home Depot, HomePro พวกนี้ขายสินค้าเกี่ยวกับบ้าน ความได้เปรียบเหมือนผู้จัดจำหน่ายทั่วไปคือความได้เปรียบเรื่องต้นทุนเป็นหลัก

    Consumer Staple กลุ่มสินค้าจำเป็น อันนี้ก็หลากหลายอยู่ เช่น
    o Walmart, Costco, Dollar General, Woolworths, CPALL พวกนี้ก็คอนเซปต์ผู้จัดจำหน่าย ซึ่งคือได้เปรียบจากเรื่องต้นทุน

    o Colgate, Kimberly-Clark ความได้เปรียบของเจ้านี้ก็แบรนด์แน่กับอาจจะมีเรื่องได้เปรียบต้นทุนด้วย

    o Sysco เป็นผู้จัดจำหน่ายอาหารให้กับร้านอาหาร, โรงแรม, ฯลฯ พอได้ยินว่าเป็นผู้จัดจำหน่ายปุ๊บก็เดาได้ว่าเป็นได้เปรียบจากต้นทุน

    o Kikkoman ทำซอสถั่วเหลือง, ไทยเทพรส ทำซอสภูเขาทอง, Kewpie ทำซอสมายองเนสกับน้ำสลัด ความได้เปรียบพวกนี้ก็เป็นเรื่องแบรนด์ และส่วนหนึ่งก็น่าจะมีเรื่องต้นทุนด้วย

    o ไทยเพรซิเด้นท์ฟู้ด, Indofood, Nissin ทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ความได้เปรียบมาจากเรื่องต้นทุน

     
    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ผลประกอบการออกมาดี แต่ทำไมหุ้นตก ?

    ผลประกอบการออกมาดี แต่ทำไมหุ้นตก ?

    มีคนถามเพราะเห็นช่วงนี้ผลประกอบการหลายบริษัทออกมาดีมาก แต่หุ้นตกที -10% ได้ เป็นเพราะอะไร

    ก็เข้าใจได้ที่จะมีคำถาม บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันครับ

    อยากให้เข้าใจว่าราคาหุ้นมันก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการแหละ แต่โฟกัสมันเป็นเรื่องของผลประกอบการในอนาคตมากกว่า และบางทีอนาคตที่ว่ามันก็มีทั้งอนาคตไปไกลๆและอนาคตใกล้เพราะนักลงทุนเองก็มีทั้งที่ลงทุนระยะสั้นและลงทุนยาว เช่น
    • ผลประกอบการที่ดีอาจจะดีน้อยกว่าความคาดหวัง

    • ผลประกอบการออกมาดีจริง แต่อนาคตอาจจะดูเติบโตช้าลง

    • ตลาดอาจจะเชื่อว่าอนาคตจะแย่ลงเพราะอะไรซักอย่าง
    • ตัวหุ้นอาจจะไม่แย่ แต่คนอาจจะกังวลเศรษฐกิจไม่ดีในอนาคต

    ดังนั้นผมว่า ถ้าสมมติคุณถือหุ้นอยู่ แล้วผลประกอบการมันออกมาดีแต่ราคามันตก หาเหตุผลยังไงก็ดูไม่เลวร้ายและอนาคตคุณก็ยังคิดว่ามันจะทำได้ดีต่อเนื่อง กรณีแบบนี้ก็อย่าไปกังวลอะไรมาก ดีกว่าประเภทผลประกอบการออกมาแย่นะ แต่ถ้าสมมติคุณไม่ได้ถือหุ้นอยู่แค่สนใจเฉยๆ ก็มองว่ามันอาจจะเป็นโอกาสที่ดีก็ได้ อย่างน้อยราคาก็ถูกลงกว่าก่อนหน้านี้ แต่อย่าประมาท ลองพยายามหาเหตุผลดูว่ามันเพราะอะไรเรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า ถ้าดูไม่เลวร้ายและอนาคตยังมั่นใจว่ามันจะทำได้ดีต่อเนื่อง การที่หุ้นตกลงมาก็เป็นเรื่องดีนะ

     
    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ผลประกอบการแย่ลง รอนานแค่ไหนถึง Cut ?

    ผลประกอบการแย่ลง รอนานแค่ไหนถึง Cut ?

    ตอบแบบสั้นๆคือโดยปกติผมจะรอดูอย่างน้อย 1 ปีครับ แต่ทั้งนี้แล้วแต่สถานการณ์ว่าเราซื้อบริษัทนี้คาดหวังอะไรตั้งแต่แรกด้วย กับว่าแย่กว่าที่คาดคือแย่มากขนาดไหน เช่น
    1. ไม่มีเหตุการณ์อะไรเฉพาะของบริษัทหรือธุรกิจ ราคาหุ้นบริษัทหล่นลงมาตามตลาดโดยรวม
    กรณีนี้ผมก็จะไม่คาดหมายว่าผลการดำเนินงานจะคลาดเคลื่อนรุนแรง ดังนั้นถ้าการเติบโตต่ำกว่าที่คาดมากแบบดูไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในธุรกิจเดียวกันก็แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญแบบประเภทไปคนละทาง ผมอาจจะคัททันทีหรือรอดูอีกหนึ่งไตรมาส
    2. มีเหตุการณ์กระทบอุตสาหกรรมโดยรวม ราคาหุ้นบริษัทหล่นลงตามหุ้นอื่นในธุรกิจเดียวกัน
    กรณีนี้ผมจะคาดหวังว่าหุ้นจะฟื้นเมื่ออุตสาหกรรมกลับสู่สภาพปกติ ดังนั้นสมมติการเติบโตต่ำกว่าที่คาดแต่ไปในทิศทางเดียวกันกับบริษัทอื่นในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผมก็จะไม่ได้สนใจมาก รอดูอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งอาจจะนานหลายปีได้ เช่น โควิด, ธุรกิจกลุ่มบ้าน แต่สมมติการเติบโตแย่กว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกันมากอันนี้จะเริ่มแปลก หรือถ้าอุตสาหกรรมฟื้นบริษัทอื่นฟื้นแต่บริษัทที่เราถือไม่ฟื้นอันนี้ก็แปลก ส่วนใหญ่เคสแบบนี้ถ้าหาเหตุผลไม่ได้ผมจะให้เวลารอดูประมาณ 1 ปี
    3. มีเหตุการณ์เฉพาะของบริษัท ราคาหุ้นบริษัทหล่นเพราะปัญหาส่วนตัว
    กรณีนี้ความคาดหวังคือบริษัทจะแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ว่านั่นได้ ดังนั้นผมก็พร้อมจะรอนานกว่าปกติแล้วแต่ว่าเรื่องที่เป็นปัญหานั้นคืออะไร แต่โดยทั่วไปผมจะรอประมาณ 1-2 ปีหรือนานกว่านั้นได้ถ้าเห็นว่ามีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหา เช่น Paycom, Dollar General, ฯลฯ

    สรุปคือขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เราไปลงทุนแต่แรกด้วย แต่คิดว่าประมาณ 1 ปีน่าจะกำลังดี

  • หุ้นดีราคาตกนิดหน่อย VS หุ้นพอใช้ราคาตกเยอะ

    หุ้นดีราคาตกนิดหน่อย VS หุ้นพอใช้ราคาตกเยอะ

    มีคนถามว่าสมมติต้องเลือกระหว่างหุ้นที่เข้มแข็งมากแต่ราคาลงไม่เยอะกับหุ้นที่พอใช้ได้แต่ราคาลงรุนแรง อันไหนน่าลงทุนกว่ากัน

    เพื่อความเข้าใจตรงกัน บางทีเวลาเราบอกว่าเราซื้อบริษัทที่ดีธุรกิจมีความเข้มแข็ง เอาเข้าจริงในหมู่ธุรกิจที่มันเข้มแข็งก็มีที่มันเข้มแข็งมากน้อยต่างกันไป พวกที่เข้มแข็งมากในที่นี้ผมจะหมายถึงบริษัทที่มันได้เปรียบมากมีคู่แข่งน้อย เช่น Alphabet (Google), AOT, TSMC, ฯลฯ ส่วนพวกที่พอใช้ได้นี่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นบริษัทที่ทำได้แย่นะ เป็นบริษัทที่ทำได้ดีแหละแต่อาจจะไม่เข้มแข็งเท่า เช่น Nike, Hershey, ฯลฯ เวลาหุ้นตกในวงกว้างส่วนใหญ่พวกที่เข้มแข็งมากก็จะตกแหละแต่อาจจะตกไม่เยอะ 20-30% แต่กลุ่มพอใช้ได้ราคาตกถึง 40-50% ก็จะพบได้บ่อยกว่า

    ทีนี้ถ้าต้องเลือกระหว่างบริษัทที่เข้มแข็งมากราคาตกไม่เยอะกับบริษัทที่เข้มแข็งกลางๆแต่ราคาตกเยอะ เรื่องนี้ผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไปหาคำตอบอะไรนะครับก็ลองซื้อมันไปทั้งสองแบบแหละ สิ่งที่เจอส่วนตัวคือซื้อบริษัทที่เข้มแข็งมากแต่ราคาตกไม่เยอะดีกว่า เพราะต้องอย่าลืมว่าเวลาหุ้นมันตกเยอะๆนี่มันมักจะมีปัญหาอะไรซักอย่างเกิดขึ้น บางทีก็ปัญหากระทบกว้างๆหลายบริษัทหรือบางทีก็เฉพาะธุรกิจบางอย่าง ในสถานการณ์แบบนั้นบริษัทที่เข้มแข็งมากมีโอกาสจะ surprise เราไปในทางที่ดีกว่าที่คาดเยอะกว่า ในขณะที่พวกที่กลางๆนี่ผมพบว่าบางทีมันมีโอกาสจะ surprise ไปทางที่แย่ได้มากกว่า

    แต่อันนั้นมันสิ่งที่เจอส่วนตัว อาจจะ bias ก็ได้ ผมก็เลยพยายามนึกดูว่ามันจะมีหลักฐานอะไรอื่นมั้ย ก็นึกขึ้นได้ว่าเราใช้กองทุนที่ลงทุนแบบ value factor กับ quality factor เทียบกันก็น่าจะพอใช้ได้ value factor ของ MSCI จะเน้น Book Value to Price, 12-month Forward Earnings to Price และ Dividend Yield ส่วน quality factor เค้าจะเน้น ROE สูง, กำไรเติบโตปีต่อปีสม่ำเสมอ และหนี้น้อย ซึ่งผลก็ออกมาแบบนี้ครับ

    ลงทุนเอียงไปฝั่ง Quality Factor ทำได้ดีกว่าเยอะเลย และดูจะทำได้ดีกว่าในทุกช่วงทั้งเร็วๆนี้และย้อนหลังไปยาวๆ ดังนั้นผมคิดว่าก็สรุปได้แล้วแหละ ถ้าต้องเลือกระหว่างหุ้นเข้มแข็งมากราคาตกนิดเดียวกับหุ้นพอใช้ราคาตกเยอะ เลือกพวกเข้มแข็งมากไว้ก่อนดีกว่าครับ ส่วนตัววันนี้ผมก็ปรับมาทางนี้เหมือนกันครับ P/E มันจะดูสูงหน่อย ถ้าไม่ชินก็ต้องพยายามทำใจนิดนึง

     
    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี