Blog

  • แนะนำหนังสือเรื่องการอ่านงบการเงิน

    แนะนำหนังสือเรื่องการอ่านงบการเงิน

    เรื่องนี้เอาจริงๆผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  คือพอดีผมเรียนตรงสายก็เลยเรียนพื้นฐานบัญชีกับพวกงบการเงินมาตั้งแต่ป.ตรี  แล้วก็มาสอบ CFA ซึ่ง CFA 1, 2 ก็มีเรื่องบัญชี  มันเลยเหมือนอ่านและเรียนหลายครั้งจาหนังสือหลายเล่ม

    หลักๆแล้วผมมองว่าความเข้าใจที่เราต้องมีก็คือเรื่องหลักการบันทึกบัญชีเบื้องต้น  เข้าใจงบหลักอย่างงบกำไรขาดทุน, งบแสดงสถานะทางการเงินแล้วก็งบกระแสเงินสด  เข้าใจว่ามันสื่ออะไร  โครงมันเป็นยังไง  รู้จักรายการหลักๆบนนั้น  เข้าใจว่างบการเงินแต่ละเรื่องมันสัมพันธ์กันยังไง  แล้วก็เข้าใจความหมายของอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ  ประมาณนี้ก็น่าจะใช้ได้ละ

    หนังสือที่ผมเคยอ่านหรือคิดว่าเคยอ่านก็จะมี

    • ซีรี่ส์ For Dummies  จำไม่ได้ว่าเล่มไหน  น่าจะ Accounting for Dummies นะ  แต่อ่านเล่มที่ชื่อ Financial Accounting for Dummies น่าจะตรงประเด็นกว่า

    • Warren Buffett and the Interpretation of Financial Statements  เล่มนี้ก็เคยอ่านแน่นอน  แต่เล่มนี้ไม่ใช่พื้นฐานบัญชีนะ  ถ้าจำไม่ผิดมันสำหรับคนเข้าใจบ้างอยู่แล้ว  หนังสือเค้า Highlight รายการที่สำคัญแล้วพูดถึงอัตราส่วนทางการเงินเพิ่มเติม

    • เล่มที่เป็นการ์ตูนที่จำได้จะมีของ Tactschool  คือเล่มนี้มาอ่านตอนหลังมากก็เลยรู้อยู่แล้วทั้งหมด  จำไม่ได้เลยว่าเนื้อหามีอะไรบ้าง  แต่จำได้ว่าดีนะ  เคยซื้อเป็นของขวัญปีใหม่ให้พี่ๆที่ทำงาน  ดังนั้นก็เลยคิดว่าดี

    • นอกนั้นที่เหลือจะเป็นหนังสือเรียนตอนป.ตรีกับหนังสือของ CFA 1 ละ

    ประมาณนี้แหละครับ  ส่วนใครที่ถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มอื่นๆว่าดีมั้ยนู่นนี่  คือผมไม่เคยอ่านดังนั้นผมไม่รู้และไม่มีความเห็นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ETF ต่างประเทศ ซื้อได้มั้ย ซื้อยังไง มีอะไรบ้าง ?

    ETF ต่างประเทศ ซื้อได้มั้ย ซื้อยังไง มีอะไรบ้าง ?

    มีคนมีคำถามเกี่ยวกับการซื้อกองทุนในต่างประเทศ  ตอบไปทีละเรื่อง

    ใช้บัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศซื้อกองทุนในต่างประเทศได้มั้ย ?

    ซื้อ ETF ได้ครับ  พวกที่ไม่ใช่ ETF ที่เวลาซื้อต้องซื้อจากบริษัทจัดการกองทุนอันนั้นไม่ได้  แต่เนื่องจาก ETF ในต่างประเทศอย่างอเมริกาหรือยุโรปได้รับความนิยมกว่าในไทยเยอะ  ETF มีเยอะและหลากหลายมากดังนั้นซื้อแค่ ETF ก็ควรจะพอละ

     

    เวลาซื้อทำยังไง ?

    สั่งซื้อเหมือนหุ้นธรรมดาเนี่ยครับ

     

    ค่าธรรมเนียมต่างๆแพงมั้ย  มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ?

    อันนี้ไม่ทราบเหมือนกัน  น่าจะแล้วแต่กองทุนนะ  สนใจกองทุนไหนคงต้องไปหาเอาเอง

     

    ETF ในต่างประเทศมีอะไรบ้าง ?

    คือมีเยอะมาก  ทั้งกองที่ลงทุนแบบ index หรือตามธีมอะไรซักอย่าง  มีทั้ง passive, active  อยากได้อะไรก็ลองหาดูครับ  Google ชื่อตลาดหุ้นประเทศที่เราจะไปลงทุนแล้วก็คำว่า ETF มันก็น่าจะหาได้อยู่

    ใน US ก็จะมีของ Blackrock ที่ดังและใหญ่สุดแล้ว  ETF เค้าจะชื่อ iShares  ประเทศอื่นผมไม่รู้เหมือนกันแต่ชัวร์ว่าในยุโรปก็มีเยอะมาก

     

    เทียบกับซื้อกองทุนในไทยที่ไปเป็น feeder fund ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกที  อันไหนดีกว่ากัน ?

    อันนี้ไม่รู้เลยครับ  แต่เข้าใจว่ากองทุนในไทยที่เป็น feeder fund อาจจะไปลงทุนในกองทุนที่ไม่ใช่ ETF นะ  ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องดีกว่าหรือแย่กว่า  การตัดสินใจคงขึ้นกับว่าเราอยากจะลงทุนในกองทุนอะไรเป็นพิเศษมั้ยมากกว่า

     

    มีวิธีการเลือกยังไง ?

    ผมว่าก็เหมือนเลือกกองทุนของไทยเนี่ยแหละ  คร่าวๆก็ดูว่าลงทุนในอะไรตรงกับที่เราต้องการมั้ย  ค่าธรรมเนียมเป็นยังไง  ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานดีมั้ย

    โดยรวมก็มองว่าถ้าไม่คิดอะไรมากก็ซื้อ ETF ที่ลงทุนแบบ passive ตาม index ไปเลยก็ได้  ผมเข้าใจว่าคนที่จะซื้อ ETF ในต่างประเทศก็คือไม่ได้มีในใจว่าจะลงทุนในหุ้นอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้วนี่  ถ้าอย่างนั้นก็ลงทุนกระจายตามดัชนีไปเลยมั้ย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • บริษัทมีกำไร แต่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ??

    บริษัทมีกำไร แต่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ??

    มีคนไปเจอบริษัทที่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ  แต่เป็นบริษัทที่กำไรต่อเนื่องหลายปี  เค้าเลยงงว่ามันเป็นไปได้ไงแล้วแบบนี้หมายถึงบริษัทมันมีปัญหาหรือเปล่า

    โดยปกติถ้าเราเห็นส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบก็แปลว่าไม่ดีแหละ  ส่วนใหญ่ก็มาจากการขาดทุนต่อเนื่องหลายปี  เอาซะจนส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ

    แต่มันก็มีกรณียกเว้นได้เหมือนกัน  บริษัทที่กำไรต่อเนื่องหลายปีอาจจะมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบได้  ที่ผมนึกออกก็จะมีบริษัทซื้อหุ้นคืนซะจนส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ

    ตัวอย่างเช่น Autozone

    ในกรณีแบบนี้  บริษัทที่เห็นมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดี  อย่างกรณีแรกถ้าบริษัทจะสามารถทำได้ดีต่อไปในอนาคตก็ไม่มีปัญหา  ถึงจุดหนึ่งขาดทุนสะสมก็หายไปและกลายเป็นกำไรสะสมแทน  ส่วนกรณีที่สองก็ไม่มีปัญหาอะไรเช่นกันถ้าบริษัทจะยังสามารถทำธุรกิจได้ดีต่อไปเรื่อยๆ  บริษัทมีกำไรจ่ายหนี้ได้ก็ใช้ได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กองทุนใหญ่หรือกองทุนเล็กดีกว่ากัน ?

    กองทุนใหญ่หรือกองทุนเล็กดีกว่ากัน ?

    The Largest Funds are the Safest Bets

    ผมมีความเข้าใจว่ากองทุนขนาดเล็กน่าจะบริหารง่ายกว่ากองทุนขนาดใหญ่มาตลอด  ถ้าไม่นับเรื่องค่าธรรมเนียมที่ปกติกองทุนใหญ่จะได้เปรียบแล้ว  ผมก็นึกภาพว่าการที่ขนาดของเงินที่ต้องบริหารมันใหญ่  มันก็จะทำให้โอกาสที่ผลตอบแทนจะทำได้ดีทำได้ยากกว่าเพราะหุ้นที่ดีบางบริษัทมันอาจจะขนาดไม่ใหญ่และดังนั้นถ้าเราเงินเยอะมากการซื้อหุ้นพวกนี้ก็จะส่งผลต่อผลตอบแทนรวมของพอร์ตไม่เยอะ  เงินที่ต้องบริหารก้อนใหญ่ก็จะลงทุนได้แต่พวกบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น  แล้วมันก็จะมีกองทุนบางกองที่ผมรู้ว่าเค้าปิดไม่รับเงินลงทุนเพิ่มเพราะเค้ามองว่าถ้าเงินเยอะเกินกองทุนจะไม่สามารถลงทุนด้วยกลยุทธ์เดิมได้  และดังนั้นผมก็เข้าใจมาตลอดว่ากองทุนขนาดเล็กกว่าควรจะได้เปรียบและทำได้ดีกว่ากองทุนขนาดใหญ่สิ

    แต่ปรากฎว่ามีคนของ Morningstar ที่เค้าลองย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2001 แล้วเอากองทุนใน US แบ่งตามประเภทแล้วก็เอา 20 กองที่ใหญ่สุดของแต่ละประเภทเทียบกันกับที่เหลือว่าต่างกันยังไงบ้าง  สิ่งที่เค้าพบคือ

     

    1. กองทุนขนาดใหญ่รอดมากกว่ากองทุนขนาดเล็ก

    รอดในที่นี้คือไม่ถูกปิดกองไปหรือไม่ถูกรวมกับกองอื่นไป  กองใหญ่รอด 86%  กองอื่นๆรอด 43% เท่านั้น

    ซึ่งอันนี้ผมก็ว่าไม่น่าแปลกใจเพราะกองทุนที่ขนาดใหญ่ต่อให้ทำได้ไม่ดีอยู่ช่วงนึง  คนหนีเอาเงินออกก็ยังอาจจะรอดได้เพราะเงินลงทุนเยอะพอที่จะคุ้มก็เลยไม่ถึงขั้นปิดกอง  ในขณะที่ขนาดเล็กถ้าผลงานห่วยคนหนีก็มีโอกาสปิดกองมากกว่า  ดูปกติ

     

    2. ผลตอบแทนดีกว่า

    อันนี้เค้าวัดผลตอบแทนเฉพาะกองที่รอดเท่านั้น  กองที่ไม่รอดปกติก็น่าจะห่วย  การที่ตัดกองที่ไม่รอดออกก็ทำให้กองอื่นๆที่เหลือที่มีกองที่ไม่รอดเยอะผลตอบแทนน่าจะได้เปรียบ  ในขณะที่กองใหญ่อาจจะเสียเปรียบเพราะอาจจะมีกองที่จริงๆผลตอบแทนห่วยแต่รอดมาเพราะขนาดปนอยู่ถ่วงผลตอบแทน  ตัวเลขที่วัดคือเค้าวัดว่าผลตอบแทนเทียบกับ benchmark เป็นยังไง  ตัวเลข 100 คือค่ากลางของผลตอบแทนกองทุนได้เท่าๆ benchmark พอดี

    แต่ผลคือกองใหญ่ก็ชนะอยู่ดี  ค่ากลางของกองใหญ่ outperform ตัว benchmark อยู่ 6% ในขณะที่กองอื่นๆที่เหลือแพ้อยู่ 6%

    หนึ่งในเหตุผลที่ชนะก็คือค่าธรรมเนียมต่ำกว่า  ซึ่งอันนี้เราคาดไว้อยู่แล้ว  แต่ผลของค่าธรรมเนียมต่ำกว่าอธิบายความแตกต่างได้ไม่หมด  นั่นแปลว่าต้องมีเหตุผลอื่นที่ทำให้กองใหญ่ผลตอบแทนดีกว่ากองอื่นๆที่เหลือ  ซึ่งคนของ Morningstar เดาว่าอาจจะเรื่องคุณภาพของผู้บริหารกองหรือเปล่า  เพราะกองใหญ่จำนวนมากได้ rating สูงจาก Morningstar

     

    3. กองใหญ่พลาดน้อยกว่ากองอื่นๆที่เหลือ

    อันนี้เค้าสังเกตว่ากองใหญ่อาจจะไม่ค่อยกำไรหวือหวา  แต่ดูเหมือนกองใหญ่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดแบบเละเทะ

    จาก 120 กองใหญ่เหลือรอดอยู่ 103 กอง  ใน 103 กองนั้นมีแค่ 2 กองที่ปัจจุบันได้รับ rating 1 ดาวจาก Morningstar  ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติเพราะกอง 1 ดาวคิดเป็น 10% ของกองทุนทั้งหมด  และในหมู่ 103 กองก็มีกองที่ได้รับ rating 5 ดาวเยอะกว่าปกติด้วย

     

    4. ETF ก็เป็นเหมือนกัน

    ETF มาที่หลังกองทุนรวมและดังนั้นเค้าเลยเริ่มทำแบบเดียวกันแต่ดูเริ่มจากปี 2011 แทน  แล้วก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน

    ETF ใหญ่รอดมาถึงวันนี้ทุกกอง  ผลตอบแทนดีกว่า ETF อื่นๆที่เหลือ  และได้รับ rating 5 ดาวเยอะกว่า 1 ดาวน้อยกว่าค่าเฉลี่ย

     

    ผิดคาดผมอยู่เหมือนกัน  สำหรับคนที่สนใจอ่านบทความเรื่องนี้ของ Morningstar ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://www.morningstar.com/articles/1038181/the-largest-funds-are-the-safest-bets

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อ้าว กลายเป็นว่าผลประกอบการไม่ค่อยมีผลกับราคาหุ้น ?

    อ้าว กลายเป็นว่าผลประกอบการไม่ค่อยมีผลกับราคาหุ้น ?

    อันนี้เป็นบทความของเวป CFA ที่ผมไปอ่านเจอมา  เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับผมเพราะเนื้อหามันขัดแย้งกับความเชื่อพื้นฐานที่สุดของผมเลย

    หลักการในการลงทุนที่ผมใช้คือซื้อบริษัทที่ดีและพยายามซื้อมันให้ได้ตอนที่มันราคาถูกใช่มะ  วิธีการนี้ความเชื่อพื้นฐานของมันก็คือเชื่อว่าถ้าบริษัทผลประกอบการดีขึ้นในอนาคตราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นด้วย  และดังนั้นวิธีการลงทุนนี้มันถึงจะได้ผล

    แต่บทความนี้เค้ากำลังจะบอกว่า Earnings ซึ่งคือผลประกอบการของบริษัท  Doesn’t matter much ไม่ได้มีผลเท่าไหร่  for stock returns ต่อผลตอบแทนของหุ้น

    บทความนี้เขียนโดย Nicolas Rabener  ผมอ่านเจอบนเวปของ CFA ซึ่งผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://blogs.cfainstitute.org/investor/2021/03/22/myth-busting-earnings-dont-matter-much-for-stock-returns/

    ในบทความเค้าพบว่า

    • ถ้าเราเอาเฉลี่ย 5 ปีผลตอบแทนของหุ้น US กับเฉลี่ย 5 ปีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิของหุ้น US  ย้อนไปตั้งแต่ปี 1904 ถึง 2020 มาเปรียบเทียบกัน  เราจะพบว่ามันขยับไปในทิศทางเดียวกันอยู่ช่วงหนึ่ง  แต่ก็มีช่วงที่ดูไม่เกี่ยวกัน  correlation แค่ 0.2 เท่านั้น  และไม่ว่าเราจะเปลี่ยนเป็นเฉลี่ย 10 ปีหรือ 1 ปี  หรือเราจะดู real return  สิ่งที่เจอก็คือความเกี่ยวข้องกันมันน้อยมากในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

    • ที่ดูไม่เกี่ยวกันเป็นเพราะนักลงทุนมองอนาคตหรือเปล่า  ตัวเลขอดีตก็เลยไม่ค่อยเกี่ยวมั้ย
    • เค้าก้เลยลองเปลี่ยนมาใช้อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคตแทน  คือไม่ใช้ย้อนหลัง 5 ปีละ  ใช้ไปข้างหน้า 12 เดือนแทน  สมมติว่านักลงทุนสามารถเดาการเติบโตของกำไรได้ถูกต้องแน่นอน  แต่ผลก็คล้ายเดิมคือดูไม่ค่อยเกี่ยวกัน  ยกเว้นช่วงที่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคตจะต่ำมากเท่านั้นที่ราคาหุ้นในตลาดลดลง  นอกนั้นดูไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย

    • อีกเรื่องที่เค้าลองดูคือดูความสัมพันธ์ระหว่าง P/E กับอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคต  โดยคอนเซปต์คือหุ้น P/E สูงคือหุ้นที่คนเชื่อว่าจะดีก็เลยให้ราคาสูง  สิ่งที่เจอคือไม่เกี่ยวอีกเช่นกัน  ดูเหมือน P/E ที่สูงไม่ได้แปลว่าอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิใน 12 เดือนข้างหน้าจะดี

    สุดท้ายคนเขียนเค้าก็ตั้งคำถามว่า  ทำไมผลประกอบการดูไม่เกี่ยวกับราคาหุ้นเลยล่ะ  เดาว่าเป็นเพราะคนในตลาดหุ้นไม่ได้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ  ดูเหมือนตลาดหุ้นจะเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่า  ปัจจุบันเราเห็นหลักฐานเช่นนักลงทุนแห่เข้าไปซื้อหุ้น Gamestop  หรือนักลงทุนบางกลุ่มใช้วิธีลงทุนแบบโมเมนตัมซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับผลประกอบการเลย  ผู้เขียนจึงสรุปว่าเราอาาจะไม่สามารถพูดได้ว่าราคาหุ้นขึ้นหรือลงเพราะผลประกอบการของบริษัท

    เป็นบทความที่น่าสนใจอยู่นะ  ผมงงเพราะพอดีมันไม่ตรงกับประสบการณ์ส่วนตัวผมเลย  เพราะที่ผ่านมาผมก็เห็นว่าบริษัทที่ทำได้แย่ลงเรื่อยๆระยะยาวราคามันก็ต่ำลงเรื่อยๆจริง  และบริษัทที่ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆราคาหุ้นระยะยาวมันก็สูงขึ้นเรื่อยๆจริง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • สำหรับเป้าหมายระยะสั้น 1-2 ปี ลงทุนหุ้นยังไงดี ?

    สำหรับเป้าหมายระยะสั้น 1-2 ปี ลงทุนหุ้นยังไงดี ?

    มีคนบอกว่าเวลาฟังคนพูดเรื่องการลงทุนในหุ้น  ส่วนใหญ่จะได้ยินพูดถึงแต่เป้าหมายระยะยาวเช่นการเกษียณหรือไม่ก็ 10 ปีผ่านไปอะไรประมาณนั้น  แล้วถ้าเกิดเป็นเป้าหมายระยะสั้นล่ะจะลงทุนในหุ้นยังไง  ต้องปรับกลยุทธ์มาลงทุนระยะสั้นหรือเปล่า

    เปลี่ยนวิธีลงทุนหรือกลยุทธ์ไม่ช่วยครับ  ลงทุนหุ้นแบบระยะสั้นก็ใช่ว่าจะชัวร์หรือกำไรแน่นอน  วิธีการลงทุนในหุ้นผมยืนยันเหมือนเดิมคือซื้อบริษัทที่ดีและซื้อให้ได้ราคาถูกนี่ถูกต้องแล้ว  ทำวิธีเดิมครับ  สิ่งที่เปลี่ยนคงจะเป็นว่าถ้าระยะเวลามันสั้นมากก็ไม่ต้องลงทุนในหุ้นเลยมากกว่า

    คือหลักๆผมว่ามันอยู่ที่ความซีเรียสของเป้าหมายที่ว่านั่นครับ  ถ้ามันเป็นเป้าหมายซีเรียสแล้วมันอีกไม่กี่ปีกำลังจะต้องใช้เงิน  งั้นก็อย่าลงทุนในหุ้นดีกว่า  ซึ่งในที่นี้รวมถึงกองทุนที่ลงทุนในหุ้นด้วยนะ  เพราะถึงแม้ผมจะเชื่อว่าในระยะยาวการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องดีนะ  แต่ในระยะสั้น 1-2 ปีนี่มันอะไรก็เกิดขึ้นได้  อย่างเกิดโควิดอย่างเนี้ย  ดังนั้นถ้ามันกำลังจะมีเรื่องซีเรียสต้องใช้เงินในเวลาอันสั้นอย่าลงทุนในหุ้น  ลงทุนในอะไรที่เน้นปลอดภัยชัวร์เกือบ 100% ว่าเงินจะไม่เสียหายไปดีกว่าเช่นเงินฝากประจำ, พันธบัตรรัฐบาลพวกนี้

    แต่ถ้าสมมติเป้าหมายระยะสั้นที่ว่ามันยาวกว่า 1-2 ปีเช่นซัก 5-6 ปี  แบบนี้ผมก็คิดว่าควรจะลงทุนในหุ้นบ้างครับ  เพราะถ้าจะลงทุนแต่พวกเน้นปลอดภัยมันก็จะผลตอบแทนต่ำมาก  การมีลงทุนในหุ้นบ้างผมว่าดีกว่าเพราะมันจะได้มีผลตอบแทนสูงหน่อยมาช่วยบ้าง  และระยะเวลา 5-6 ปีนานพอที่จะข้ามปัญหาในกรณีที่เกิดตลาดตกหรืออะไรขึ้นมา  อาจจะใช้วิธีการถือหุ้นน้อยลงเมื่อจำนวนปีเหลือน้อยๆอันนี้แล้วแต่  แต่คิดว่ามีหุ้นบ้างดี

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะหาหุ้นปันผลสูงของต่างประเทศได้ที่ไหน ?

    จะหาหุ้นปันผลสูงของต่างประเทศได้ที่ไหน ?

    มีคนถามเข้ามาก็นึกได้ว่าหัวข้อนี้เคยทำไปสำหรับหุ้นไทยแต่ยังไม่เคยทำสำหรับหุ้นต่างประเทศ

    วิธีการที่ตรงประเด็นสุดคือใช้พวก Stock Screener เลยครับ  ผมพบว่าของ Tradingview ก็ใช้ง่ายดี  ไปที่ลิ้งค์นี้ https://www.tradingview.com/screener/

    วิธีการใช้ก็ง่ายมาก  ตอนนี้มันจะ default หุ้นอเมริกาอยู่  สมมติเราต้องการจะเปลี่ยนประเทศก็กด Filter ที่อยู่ทางขวามือเปลี่ยนเป็นตลาดประเทศที่เราต้องการ  จากนั้นก็เลือกแถบ Dividends  แล้วก็กดให้มันเรียงปันผลจากมากไปน้อยเท่านั้นเองครับ  แค่นี้ก็ได้รายชื่อหุ้นปันผลสูงในประเทศที่เราต้องการละ

    เวลาเราเลือกนี่ก็อย่าลืมว่าใช้ความระมัดระวังนะ  คืออย่าเห็นแค่ว่าปันผลสูง  ต้องดูด้วยว่ามันมีความสามารถในการทำกำไรสม่ำเสมอมั้ย  ไม่งั้นปันผลที่เห็นว่าสูงนั่นมันก็อาจจะลดลงหรือไม่มีได้ในอนาคต

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • คำนวณกำไรต่อหุ้น (EPS) ยังไง ? ทำไมลองทำเองแล้วไม่ตรง ?

    คำนวณกำไรต่อหุ้น (EPS) ยังไง ? ทำไมลองทำเองแล้วไม่ตรง ?

    มีคนสงสัยเรื่องวิธีคำนวณกำไรต่อหุ้น  เพราะรู้สึกว่าลองคำนวณเองดูแล้วมันได้ไม่ตรงกับเวปตลาดหลักทรัพย์หรืองบกการเงินของบริษัท

    คือสาเหตุที่คำนวณไม่ตรงเป็นเพราะส่วนใหญ่ใช้กำไรสุทธิตั้งหารด้วยจำนวนหุ้นที่ออกชำระแล้วตอนสิ้นปีครับ  ในขณะที่ถ้าเอาแบบถูกต้องจริงๆคือเค้าคำนวณด้วยจำนวนหุ้นเฉลี่ยระหว่างปีครับ

    ตัวอย่าง

    เพื่อเป็นตัวอย่างเราใช้ STGT ที่เคยมีคนถามคำนวณให้ดูละกัน

    • กำไรปี 2563 คือ 14,400,868,953 บาท  
    • จำนวนหุ้นตอนสิ้นปี 2563 คือ 2,857,560,000 หุ้น  พาร์ 0.5 บาท
    • จำนวนหุ้นตอนสิ้นปี 2562 คือ 990,000,000 หุ้น  พาร์ 1 บาท

    วิธีคำนวณ

    • วิธีการคือแปลงหน่วยพาร์ให้มันเท่ากันก่อน  ปรับจำนวนหุ้นของปี 2562 ให้มันเป็นพาร์ 0.5 บาทก่อนจะได้เปรียบเทียบกับปี 2563 และหาจำนวนเฉลี่ยได้
    • จำนวนหุ้นสิ้นปี 2562 ถ้าพาร์ 0.5 บาทมันควรจะเป็น 990,000,000*2 = 1,980,000,000 หุ้น
    • หลังจากนั้นก็หาจำนวนหุ้นเฉลี่ยระหว่างปี 2563 ซึ่งคือ (2,857,560,000+1980,000,000)/2 = 2,418,780,000 หุ้น
    • แล้วก็คำนวณ EPS  14,400,868,953/2,418,780,000 = 5.95 บาท / หุ้น

    บนรายงานประจำปีเค้าได้เลขต่างกันนิดหน่อย  มาจากจำนวนหุ้นเฉลี่ยต่างกันเล็กน้อย  ไม่แน่ใจว่าเค้าคิดเลขมายังไง  แต่คาดว่าอาจจะถ่วงน้ำหนักถัวเฉลี่ยต่างกันเล็กน้อยครับ  แต่โดยไอเดียวิธีการคำนวณก็คือแบบที่คำนวณให้ดูเนี่ยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Buffett indicator กำลังบอกว่าตอนนี้ตลาดหุ้นแพงมากแล้ว !!

    Buffett indicator กำลังบอกว่าตอนนี้ตลาดหุ้นแพงมากแล้ว !!

    ผมเคยอ่านเจออยู่ทีนึงเมื่อนานมาแล้ว  Warren Buffett เคยพูดถึงอัตราส่วนอันนึงที่เป็นตัววัดที่ดีว่าตอนนี้ตลาดหุ้นแพงไปแล้วหรือยัง  แล้วก็บอกตามตรงคือลืมไปแล้ว  จนเมื่อเร็วๆนี้ไปอ่านเจอคนพูดถึงว่าตัวอัตราส่วนนี้กำลังส่งสัญญาณว่าหุ้น ณ ปัจจุบันแพงไปเยอะมาก  ผมเลยกลับไปดูว่ามันคืออะไรแล้วเลยมาพูดถึงให้ฟังครับ

    อัตราส่วนนี้ปัจจุบันคนนิยมเรียกว่า Buffett Indicator เพราะมันดังจาก Warren Buffett เป็นคนพูดถึง  อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบระหว่างมูลค่าทั้งหมดของหุ้นทั้งตลาดใน US เทียบกับ GDP ของทั้งประเทศ  ถ้าราคาของหุ้นสูงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งประเทศก็แปลว่าราคามันน่าจะแพงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน

    ปัจจุบันอัตราส่วนนี้อยู่ที่ 234%  ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับที่ผ่านมาในอดีต  สูงว่าตอนช่วง Dotcom bubble ด้วย  มันก็เลยมีคนเริ่มทักขึ้นมาว่าตอนนี้ตลาดหุ้นร้อนแรงเกินไปแล้วหรือเปล่า  มันจะมี crash เกิดขึ้นในเร็วๆนี้มั้ย  ผมทิ้งลิ้งค์ของเวปที่คำนวณอัตราส่วนนี้ไว้ให้ครับ

    https://www.currentmarketvaluation.com/models/buffett-indicator.php

    ส่วนตัวผมก็มองว่าเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นราคาสูงขึ้นไปเยอะขนาดนี้ (โดยเฉพาะช่วงนี้) น่าจะเพราะนโยบายการเงินที่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจหรือเปล่า  มันก็เลยผลักให้เงินจำนวนมากวิ่งหาผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากเช่นหุ้น  ก็เลยทำให้ราคาหุ้นโดยรวมสูงขึ้นเยอะ  ถ้าเป็นเพราะสาเหตุนี้จริงงั้นความกังวลว่าจะ crash ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้นะ  เพราะ fed ก็ยังพูดชัดเจนว่าจะยังต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกซักพัก  บวกกับวัคซีนเริ่มได้ผลใน US และเราเริ่มเห็นยอดขายสินค้าปลีกสูงขึ้นการจ้างงานสูงขึ้น  ดังนั้นผมก็คิดว่าด้วยปัจจัยบวกเหล่านี้ตลาดหุ้นโดยรวมก็ไม่น่าจะ crash เร็วๆนี้นะ

    https://www.wsj.com/articles/us-economy-march-retail-sales-coronavirus-recovery-11618450223

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่รู้อนาคตและสิ่งที่ผมเชื่อก็ไม่ใช่ว่าจะถูก  ดังนั้นตัว Buffett indicator ดูไว้ก็ไม่ได้เสียหายครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้น p/e ต่ำ ไม่ได้ดีเสมอไป

    หุ้น p/e ต่ำ ไม่ได้ดีเสมอไป

    ผมเจอคนถามประมาณว่า P/E เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าถูกหรือว่า P/E นี้แพงเกินไปหรือยังบ่อยมาก  ซึ่งบางทีผมเริ่มรู้สึกกังวลว่าคนเน้นดู P/E ต่ำมากเกินไปหรือเปล่า  วีดิโอนี้ผมมาพยายามอธิบายว่า P/E ที่ต่ำก็ไม่ได้แปลว่าซื้อแล้วจะดีเสมอไป  ประเด็นสำคัญที่เราควรจะดูคือตัวบริษัทมากกว่าครับ

    ก่อนอื่นเลย P/E ต่ำก็ได้เปรียบอันนี้จริง  เพราะ P/E มันคือเทียบราคากับหุ้นกับกำไรต่อหุ้นซึ่งบริษัททำได้ไปแล้ว  เป็นมูลค่าที่เป็นปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่ภาวนาว่าจะเกิดในอนาคต  และการที่หุ้น P/E ต่ำก็คือเราใช้เงินน้อยกว่าเพื่อซื้อกำไรเท่ากันเทียบกับหุ้นที่ P/E สูง

    แต่ P/E ต่ำก็ไม่ได้ดีเสมอไป  เพราะบริษัทที่ P/E ต่ำนั่นผลประกอบการในอนาคตอาจจะแย่ลง  ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำไม P/E มันต่ำตั้งแต่แรก  ตัวอย่างเหตุผลที่หุ้นมี P/E ต่ำเช่น

    1. เป็นบริษัทในธุรกิจที่อนาคตอาจจะหดตัว  เช่นบริษัทบุหรี่

    • British American Tobacco:  P/E 9.83 เท่า, Dividend yield 7.66%
    • Japan Tobacco: P/E 11.87 เท่า, Dividend yield 7.45%

    2. เป็นบริษัทในธุรกิจที่เป็นวัฎจักร  แล้วที่ผ่านมาอยู่ในช่วงพีคพอดีเช่นบริษัทสร้างบ้านคอนโด, เหมือง

    • LPN: P/E 10.2 เท่า (ถ้าใช้กำไรปี 2019 จะเป็น 5.81 เท่า), Dividend yield 28% (ถ้าใช้ปี 2019 จะเป็น 12%)

    3. เป็นบริษัทที่อาจจะมีปัญหาอื่นๆ  เช่นบันทึกกำไรจริงแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ  หรือมีข่าวเรื่องโกงทุจริต  หรือมีหนี้สินเยอะมาก  หรืออะไรซักอย่าง

    ดังนั้นย้ำประเด็นที่ผมอยากจะสื่อคืออย่าดู P/E ว่าต่ำเฉยๆ  P/E ต่ำเนี่ยดีนะแต่อย่าลืมไปพิจารณาตัวบริษัทด้วยว่ามันมีเหตุอะไรที่ทำให้คนไม่ชอบบริษัทขนาดนั้น  ถ้าเราเจอเหตุผลที่ทำให้คนไม่ชอบ  เราก็ถามต่อเลยว่าดูแล้วเหตุผลนี้มันจะทำให้บริษัทแย่ถาวรหรือเปล่า  คนตกใจเว่อร์เกินไปมั้ย  ถ้าดูแล้วไม่ใช่เหตุผลที่มีผลถาวรหรือดูว่าคนตกใจเว่อร์เกินไปแบบนี้โอเค  P/E ต่ำอันนี้อาจจะเป็นโอกาสกำไรดีมากก็เป็นได้