Blog

  • จะศึกษาข้อมูลหุ้น IPO ได้จากที่ไหน ?

    จะศึกษาข้อมูลหุ้น IPO ได้จากที่ไหน ?

    ช่วงนี้รู้สึกคนกำลังฮิตพูดถึงหุ้น TIDLOR ที่กำลังจะ IPO  แม้กระทั่งเพื่อนผมก็มีถามถึง  จริงๆก็รู้สึกคนฮิตมาตั้งแต่ตอนหุ้น PTTOR ละ  แต่ปัญหาอย่างนึงที่ผมเจอคือคนส่วนใหญ่นี่ถามจังดีมั้ยๆแต่ไม่มีใครศึกษาอะไรจริงๆจังๆ  เข้าใจว่าอาจจะเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้น IPO ได้จากที่ไหนดี  วันนี้ผมจะพูดถึงหนังสือชี้ชวน (prospectus) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่คนคิดจะซื้อหุ้น IPO สมควรอ่านครับ

    เออแต่ก่อนเข้าเรื่อง  บอกเผื่อสำหรับคนที่สนใจ IPO อยากรู้แค่ซื้อวันแรกราคาจะพุ่งขึ้นมั้ย  ตั้งใจแค่จะลุ้นระยะสั้นๆ  ปิดวีดิโอนี้ได้เลยนะครับ  ตัวหนังสือชี้ชวนไม่ได้ช่วยอะไร  เดาเองน่าจะดีกว่า  แต่สำหรับคนที่สนใจ IPO เพราะคิดว่าบริษัทน่าจะดีนะระยะยาวน่าจะเติบโต  อันนี้หนังสือชี้ชวนช่วยคุณได้ครับ  อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้นให้ทำการบ้านต่อครับ  แนะนำให้ฟังต่อ

    เปิดไปที่เวป www.sec.or.th  หน้าแรกมันมี “หนังสือชี้ชวนตราสารออกใหม่” พอดีเราก็เข้าไปตรงนั้น  หลังจากนั้นไปแถบหนังสือชี้ชวนแล้วก็ค้นหาหุ้นที่เราอยากได้  อย่างกรณีเอาที่คนกำลังฮิตคือ TIDLOR  แล้วก็ดาวน์โหลดเอกสารมาตามหัวข้อที่เราสนใจ

    โดยส่วนตัวถ้าเป็นผม  ผมจะเริ่มอ่านส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจที่บริษัททำ, ผลประกอบการ, เหตุผลที่ระดมทุน  อะไรพวกนี้ก่อนเลย

    โอเคนะ  หลังจากนี้คุณก็จะไม่ต้องพึ่งพาความเห็นคนแปลกหน้าอีกต่อไป  ข้อมูลเรากับเค้าก็รู้เท่ากันละ  ถามไปก็ได้แต่ข้อคิดเห็นซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันรู้เรื่องจริงมั้ย  ที่เหลือถ้าจะหาข้อมูลเพิ่มคนที่จะรู้ดีไปกว่านั้นก็คือพวกคนในธุรกิจนี้ละครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • REIT กับ IF มีข้อเสียอะไรบ้าง ?

    REIT กับ IF มีข้อเสียอะไรบ้าง ?

    มีนักเรียนที่เค้าเห็นผมลงทุนใน REIT เยอะ  เค้าเลยมีคำถามว่า REIT หรือ IF พวกนี้มันไม่มีข้อเสียอะไรเลยเหรอ  วีดิโอนี้ผมเลยรวบรวมจุดอ่อนของ REIT หรือ IF มาพูดถึงครับ  ซึ่งในที่นี้ขอให้เข้าใจว่าเวลาพูดนี่คือผมนับพวก Property fund รวมๆไปด้วยกับ REIT นะ

    1. REIT กับ IF ส่วนใหญ่คาดหวังการเติบโตได้น้อย

  • จุดบอดสำคัญสุดของ REIT หรือ IF ผมว่าคือเรื่องการเติบโตเลย  สาเหตุที่ทำให้โดยรวมการเติบโตต่ำเป็นเพราะ

    • กำไรที่ได้จากการดำเนินงานส่วนใหญ่ต้องจ่ายเป็นปันผลตามกฎคืออย่างน้อย 90%  ดังนั้นถ้าจะขยายก็ต้องทำโดยการกู้ยืมเงินหรือไม่ก็ต้องระดมทุนเพิ่ม  ไม่สามารถใช้กำไรสะสมขยายได้เหมือนบริษัททั่วไป
    • REIT กับ IF ในไทยคาดหวังการเติบโตได้น้อยไปอีก  เป็นเพราะว่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะขยายหรือโตตั้งแต่แรก  วัตถุประสงค์หลักของการจด REIT หรือ IF คือทำโดยบริษัทที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินและแค่ต้องการเงินทุนไปทำอย่างอื่น

    ด้วยเหตุผลนี้การเติบโตของรายได้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากการขึ้นราคาค่าเช่าเป็นหลัก  ซึ่งมันก็คงไม่ใช่การเติบโตพรวดพราด

    2. ได้รับผลกระทบถ้า interest rate สูงขึ้น

    อันนี้ก็ตรงไปตรงมา  ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือพันธบัตรสูงขึ้น  เงินฝากหรือพันธบัตรก็จะดูน่าลงทุนมากขึ้นและทำให้ REIT กับ IF ดูน่าสนใจน้อยลงโดยเปรียบเทียบ

    3. บาง REIT กับ IF มีปัญหาถ้าเงินเฟ้อสูง

    สำหรับ REIT กับ IF บางอันเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัญหาเพราะถ้าเงินเฟ้อสูงก็เพิ่มค่าเช่าตามได้  แต่บางอันลักษณะสัญญามันตกลงค่าเช่าเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว  ดังนั้นถ้าเงินเฟ้อสูงพวกนี้ก็เดือดร้อนเพราะปรับค่าเช่าตามไม่ได้

    4. เสี่ยงไปอีกแบบเพราะบาง REIT หรือ IF มีทรัพย์สินที่เจาะจงมาก

    เรื่องสุดท้ายที่คิดออกคือเรื่องความเสี่ยง  บาง REIT หรือ IF ความเสี่ยงก็กระจายนะ  เช่นบางอันได้ค่าเช่าจากห้างเซ็นทรัลหลายห้าง  หรือจากโลตัสหลายสาขา  แต่บาง REIT หรือ IF ก็ความเสี่ยงกระจุกตัวมากเช่นโกดังสินค้ากับโรงงานในพื้นที่เดียว, ตึกออฟฟิศตึกเดียว, ศูนย์แสดงสินค้าจุดเดียว  นั่นแปลว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สินอันนั้นหรือพื้นที่นั้นไม่ได้รับความนิยมขึ้นมานี่คือจบเลย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ต้องทำผลตอบแทนได้กี่ % ถึงเรียกว่าดี ?

    ต้องทำผลตอบแทนได้กี่ % ถึงเรียกว่าดี ?

    มีคนมีคำถามเกี่ยวกับการประเมินผลงานการลงทุน  ว่าผลตอบแทนเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าดี  ต้องสูงกว่า 10% ขึ้นไปหรือว่าต้องเท่าไหร่

    คืออันนี้มันแล้วแต่วัตถุประสงค์ด้วย  สมมติเรามีเป้าหมายส่วนตัวว่าจะต้องเฉลี่ยต่อปี 10% ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่  ถ้าผลตอบแทนที่ได้คือ 10% ขึ้นไปก็คือถือว่าดี  แต่โดยปกติทั่วไปเพื่อจะวัดว่าผลตอบแทนที่ทำได้ดีหรือไม่ดีเราจะวัดด้วยการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยครับ

    หลักการในการเลือกตัวเปรียบเทียบคือ

    1. สินทรัพย์ใกล้เคียง
    2. เอาสิ่งที่ใกล้เคียงกับสินทรัพย์ที่เราลงทุน  ไม่ใช่เอาหุ้นเราเปรียบเทียบกับเงินฝาก  หรือเอาหุ้นเราซึ่งลงทุนในไทยเปรียบเทียบกับเพื่อนที่ลงทุนในหุ้นเวียดนาม

    3. ช่วงเวลาเดียวกัน
    4. นับช่วงเวลาเดียวกันด้วย  คือเราจะไม่เปรียบเทียบผลตอบแทนปีนี้กับผลตอบแทนปีที่แล้ว  มันไม่เกี่ยวกันน่ะ

      สมมติว่าพอร์ตเราลงทุนในหุ้นไทย 100%  ผมก็แนะนำว่าเราเทียบกับ SET Total Return Index เลย  มันเป็นดัชนีที่วัดว่าถ้าเราลงทุนแบบกระจายตามดัชนี SET จะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่  อันนี้ Total Return คือรวมทั้ง capital gain และปันผลด้วย

    SET TRI ไปดูได้ที่  https://www.set.or.th/en/market/tri.html


    เวลาคำนวณว่า SET TRI ผลตอบแทนเท่าไหร่ก็แค่เอาตัวเลข index ตอนวันท้ายตั้งหารด้วย ตัวเลข index ตอนก่อนวันแรกหนึ่งวัน (เพราะเราต้องการตัวเลขเริ่มต้นของวันแรก)  แล้วก็ลบ 1  เช่น  สมมติเราจะดูว่า SET TRI ปี 2020 ทั้งปีกำไรกี่ %  เราก็เอา (9,659.25/10,193.52)-1 =  -5.24%  อันนี้แปลว่าถ้าเราเริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 100 บาทใน SET ตอนต้นปี 2020  พอจบปี 2020 เราจะได้ผลตอบแทน -5.24%  มีเงินเหลือ 94.76 บาท  ถ้าในช่วงเดียวกันเราผลตอบแทนที่เราทำได้ดีกว่านี้ก็คือแปลว่าเราชนะตลาดละครับ

    หรืออีกทางเลือกนึงคือเทียบกับผลตอบแทนกองทุนรวมก็ได้  เราก็ไปหาดูว่ากองทุนที่ลักษณะการลงทุนคล้ายกันกับเราเฉลี่ยได้ผลตอบแทนเท่าไหร่  ถ้าเราทำได้ดีกว่าก็แปลว่าดี  ผลตอบแทนกองทุนก็หาเอาจาก Morningstarthailand ครับ  https://www.morningstarthailand.com/th/screener/fund.aspx#?filtersSelectedValue=%7B%7D&page=1&sortField=legalName&sortOrder=asc

    พอทำแบบนี้เราก็จะรู้ละครับว่าที่เราทำได้คือดีหรือไม่ดี  บางปีเราทำได้ 20% ก็อาจจะห่วยก็ได้เพราะเฉลี่ยทำได้เกินนั้น  หรือบางปีเราอาจจะนึกว่าแย่ทำได้ -10%  แต่จริงๆอาจจะชนะตลาดก็ได้เพราะเฉลี่ยห่วยกว่านั้น  ถ้าสมมติเราทำได้ดีกว่าตลาด  ก็คือดีละเราทำต่อไปและคอยเก็บข้อมูลต่อไปให้ชัวร์ว่าเราทำได้ดีกว่าในระยะยาวจริงไม่ฟลุค

    แต่ถ้าสมมติเราทำได้แย่กว่าตลาด  ก็อย่าตกใจเพราะการแย่กว่าแค่ปีสองปีมันปกติครับ  สิ่งที่เราต้องการคือภาพรวมระยะยาวเราชนะตลาดไม่ใช่แค่ปีใดปีหนึ่ง

    แต่ถ้าสมมติเราทำได้แย่กว่าตลาดต่อเนื่องหลายปี  เราก็ต้องเริ่มสงสัยละว่าอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการนะ  หรือไม่งั้นอาจจะสมควรลงทุนด้วยกองทุน  เพราะการลงทุนด้วยตัวเองของเราส่งผลเสียมากกว่าดีครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ดัชนีหุ้นเห็นมีหลายอัน มันคืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    ดัชนีหุ้นเห็นมีหลายอัน มันคืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    มีนักเรียนเราถามเรื่องดัชนีว่ารู้สึกสับสนเห็นมันมีหลายอันเช่น Dow Jones, S&P 500, Russell, etc.  อยากให้อธิบาย  

    โดยไอเดียคือขอให้เข้าใจว่าดัชนีนี่มันมีเยอะแยะไปหมด  แล้วแต่ว่าจะจัดกลุ่มตามอะไรเช่นตามประเทศ, ตามขนาด, ลักษณะธุรกิจ, สไตล์, ฯลฯ  แล้วก็มีคนจัดกลุ่มหลายเจ้าอีกต่างหากซึ่งบางทีก็จัดกลุ่มซ้ำกัน  ดังนั้นอย่าไปสนใจมันมาก  รู้จักไว้แค่ดัชนีหลักๆที่ได้ยินในข่าวบ่อยๆก็พอละ

    เริ่มจากดัชนีของไทยก่อน  หลักๆก็จะมี

    • SET  อันนี้เห็นบ่อยสุด  ดัชนีนี้คือหุ้นทุกตัวใน SET
    • mai  ส่วนอันนี้คือหุ้นทุกตัวในตลาด mai  ซึ่งส่วนใหญ่คือหุ้นเล็กกว่า
    • SET 50  ดัชนีที่รวมหุ้น market cap ใหญ่สุด 50 บริษัท
    • SET 100  อันนี้คือ market cap ใหญ่สุด 100 บริษัท
    • SETHD  อันนี้คือหุ้นปันผลสูง

    ส่วนที่ดัชนีต่างประเทศอันหลักๆที่เรามักจะได้ยินก็จะมี

    • Dow Jones  อันนี้เข้าใจว่าดังเพราะเป็นดัชนีที่เก่าแก่  แต่ในดัชนีมีหุ้นอยู่ 30 บริษัท  มันก็จะไม่ได้สะท้อนภาพรวมของตลาดเท่าไหร่
    • S&P 500  หุ้นใหญ่ 500 บริษัท  อันนี้คนติดตามกันเยอะ
    • Nasdaq  เป็นตลาดหุ้นอีกอันนึงนอกเหนือจาก NYSE  ดัชนี Nasdaq นี่เป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีเพราะหุ้นที่จดใน Nasdaq เป็นหุ้นเทคโนโลยีซะเยอะ
    • Russell 2000  อันนี้คือหุ้นเล็ก 2000 บริษัท  ดัชนีนี้ดังในฐานะตัวแทนของหุ้นเล็ก
    • VIX (CBOE Volatility index)  มาได้ยินช่วงหลังๆนี้  เป็นดัชนีที่วัดความผันผวนของราคาหุ้นในตลาด  เค้ามักจะตีความว่าตลาดผันผวน = คนกำลังกลัว
    • FTSE 100  หุ้นใหญ่สุด 100 บริษัทของตลาดหุ้นอังกฤษ
    • CAC 40  หุ้นใหญ่สุด 40 บริษัทของตลาดหุ้นฝรั่งเศส
    • DAX  หุ้นใหญ่สุด 30 บริษัทของตลาดหุ้นเยอรมัน
    • Euro Stoxx 50  หุ้นใหญ่สุด 50 บริษัทในยูโรโซน  ซึ่งส่วนใหญ่คือหุ้นฝรั่งเศสกับเยอรมัน
    • Nikkei 225  อันนี้ก็ไม่รู้ทำไมมันดังเหมือนกัน  แต่เข้าใจว่าเป็นดัชนีที่ทำโดยหนังสือพิมพ์แล้วได้รับความนิยม  เป็นดัชนีที่เอาหุ้นใหญ่ 225 บริษัทจาก Tokyo Stock Exchange มาทำ
    • S&P/ASX 200  หุ้นใหญ่สุด 200 บริษัทในตลาดหุ้นออสเตรเลีย
    • Shanghai Composite  อันนี้คล้ายๆ SET คือเอาหุ้นทุกตัวในตลาด Shanghai Stock Exchange
    • Shenzhen Component  หุ้นใหญ่สุด 500 บริษัทในตลาด Shenzhen  ชื่อมันจะคล้ายๆกับ Shenzhen Composite
    • Hang Seng  หุ้นใหญ่สุด 50 บริษัทในฮ่องกง
    • Kospi  หุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นเกาหลีใต้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • SPAC คืออะไร ทำไมเป็นข่าวขึ้นมาช่วงนี้ แล้วน่าสนใจลงทุนหรือเปล่า ?

    SPAC คืออะไร ทำไมเป็นข่าวขึ้นมาช่วงนี้ แล้วน่าสนใจลงทุนหรือเปล่า ?

    บังเอิญมีคนถามเกี่ยวกับ SPAC ขึ้นมาบวกกับมันกำลังดังเป็นข่าวในต่างประเทศอยู่ตอนนี้  ผมก็เลยคิดว่าน่าจะทำวีดิโออธิบาย SPAC ซะหน่อยเผื่อคนฟังเราเวลาได้ยินคนพูดถึงจะได้รู้ว่าเค้าคุยอะไรกัน

    SPAC นี่คืออะไร

    SPAC ย่อมาจาก Special-purpose acquisition company ครับ  บริษัทแบบนี้ตามชื่อเลยคือตั้งขึ้นมาเพื่อทำการ acquisition อย่างเดียว  ไม่มีการดำเนินธุรกิจใดๆ  บางทีจะได้ยินเค้าเรียกว่าเป็น shell company เพราะมันมีแต่เปลือกเอาไว้ควบรวมกิจการอื่นอย่างเดียว

    ขั้นตอนของ SPAC มันจะมีสองตอน  ขั้นแรกเค้าจะจดบริษัท SPAC นี่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ออกหุ้นระดมทุนจากนักลงทุนเข้ามารวบรวมเงินสดเตรียมสำหรับซื้อบริษัทอื่น  นักลงทุนที่เข้ามาซื้อตอนแรกนี่ปกติก็จะได้หุ้นแล้วก็ได้ warrant เผื่อลงทุนเพิ่ม  ส่วนคนสปอนเซอร์หรือคนที่เป็นคนบริหาร SPAC ก็จะมีหน้าที่ไปหาเป้าหมายในการควบรวมกิจการให้ได้ภายใน 2 ปีไม่งั้นก็คือ SPAC ก็จะต้องปิดไปคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น  สิ่งที่คนสปอนเซอร์จะได้คือเค้าจะได้สัดส่วนความเป็นเจ้าของใน SPAC ถ้าหาเป้าหมายได้  โดยปกติเข้าใจทั่วไปคือได้ 20%

    ขั้นที่สองคือตอนหาเป้าหมายได้แล้วและทำการรวมกิจการ  ขั้นนี้เค้าก็จะเรียกวา de-SPAC  พอหาเป้าหมายได้และผู้ถือหุ้นโหวตเห็นชอบแล้ว  บริษัท SPAC ก็ซื้อเป้าหมายนั้น  บริษัทเป้าหมายนั้นก็จะกลายเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

    แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไมดังตอนนี้

    ช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา SPAC ระดมทุนได้เยอะมาก  โตขึ้น 462% เทียบกับปี 2019  ปีนี้ 2021 มาถึงเดือนเมษายนนี้จำนวนที่ระดมทุนก็เยอะกว่า 2020 ทั้งปีแล้ว  จากความนิยมที่เยอะขึ้นมากนี้ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเป็นข่าวจัง

    เข้าใจว่ามาจากหลายปัจจัยรวมกัน  ไม่กี่ปีมานี้มันมีการเปลี่ยนกฎในการโหวตตอนที่คนบริหารเจอบริษัทที่เป็นเป้าหมาย  แต่ก่อนเวลาโหวตคือเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยมันจะผูกกับการขายหุ้นคืน  ถ้าไม่เห็นด้วยปุ๊บก็คือเท่ากับจะขายหุ้นคืนเลย  แต่ปัจจุบันคนสามารถโหวตแยกได้ว่าไม่เห็นด้วยแต่ยังไม่ขายหุ้นคืนก็ได้  หรือบอกเห็นด้วยแต่จะขายหุ้นคืนก็ได้  โดยรวมมันทำให้ SPAC ทำขั้นตอน de-SPAC ได้สำเร็จเยอะขึ้น  บวกกับว่าช่วงที่ผ่านมามีการเพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจทำให้มีเงินเหลือล้น  คนพร้อมจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงๆเยอะขึ้น  ส่วนมุมของคนที่เป็นคนสปอนเซอร์ SPAC ก็ต้องยินดีอยู่แล้วเพราะทำแล้วได้เงินนี่

    ทำไมบริษัทที่เป็นเป้าหมายถึงเลือกเข้าตลาดผ่าน SPAC แทนที่จะ IPO ปกติ

    เข้าใจว่าเรื่องหลักคือทำได้ง่ายกว่า  คือถ้า IPO เองมันต้องมีขั้นตอนมีกระบวนการและข้อจำกัดมากมายเช่นข้อจำกัดว่าห้ามมีหนี้เยอะเกินอะไรงี้  การทำผ่าน SPAC ซึ่งตัวมันเองอยู่ในตลาดอยู่แล้วก็จะลัดขั้นตอนพวกนี้ได้

    สำหรับเจ้าของเดิม  การขายหุ้นกับ SPAC ก็อาจจะได้ราคาที่ชัดเจนกว่า  เพราะคุยตกลงกันกับผู้บริหาร SPAC โดยตรง  ไม่ต้องลุ้นเหมือนเวลาทำ IPO ที่ราคาขึ้นอยู่กับความนิยมของคนจำนวนมาก  ออกมาบางทีขายไม่หมด

    อีกอย่างนึงที่ได้ยินคือในฐานะที่เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  SPAC เค้าอยู่ภายใต้ Private Securities Litigation Reform Act ซึ่งอนุญาตให้เค้าสามารถพูด Forward-looking statement ได้โดยไม่มีคนมาฟ้องร้อง

    แล้วเราควรลงทุนใน SPAC หรือเปล่า

    เอาจริงๆก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรานะ  เพราะไม่มีในไทยอยู่แล้วนี่  แต่เข้าใจว่ามีบางคนลงทุนในหุ้นต่างประเทศเหมือนกัน  ส่วนตัวผมฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ได้เรื่องนะ  โดยรวมน่าจะห่วยด้วยเหตุผลดังนี้

    1. ตอนซื้อ SPAC นี่เรายังไม่รู้เลยนะว่ามันจะไปซื้อบริษัทเป้าหมายคือบริษัทอะไร  ถึงแม้จะบอกนโยบายคร่าวๆว่าเป้าหมายจะประมาณไหน  แต่มันก็สุ่มสุดๆ
    2. บริษัทที่เป็น private ที่ดีและต้องการเงินทุนอยากเข้าตลาดหุ้นยังไงมันก็มีจำนวนจำกัด  ในขณะที่จำนวน SPAC เพิ่มขึ้นอย่างบ้าเลือด  ก็แปลว่ากำลังมี SPAC จำนวนมากขึ้นเยอะมากวิ่งหาโอกาสที่มีจำกัด
    3. Conflict of interest ของคนสปอนเซอร์  เค้าได้รายได้จากการปิดดีลด้วย  แล้วยิ่งระยะเวลาใกล้ครบ 2 ปีผมเชื่อว่าเค้าก็จะยิ่งรู้สึกกดดันต้องหาดีลให้ได้  พอสภาพเป็นแบบนี้เค้าก็มีแนวโน้มจะยอมเลือกบริษัทเป้าหมายที่ห่วยหรือไม่งั้นก็ยอมซื้อในราคาที่แพง

    ความเห็นอื่นๆ

    อย่างนึงที่ผมรู้สึกหลังจากฟังเรื่อง SPAC คือมันทำให้สงสัยว่าตลาดหุ้นตอนนี้กำลังอยู่ในโหมดโลภหรือเปล่า  ถ้าตลาดเริ่มอยู่ในโหมดโลภก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าเราต้องระวังมากขึ้นหรือเปล่า

    กับความเห็นอีกอย่างคือเรื่องที่บริษัทเป้าหมายที่สนใจจะเข้าตลาดผ่าน SPAC สนใจเพราะสามารถพูด Forward-looking statement ได้  ปลอดภัยไม่โดนฟ้องแน่นอน  ผมคิดว่าไม่น่าจะจริงนะ  คิดว่าเป็นความเข้าใจผิด  เพราะปกติแล้วตามกฎบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นไม่สามารถพูดไม่ตรงกับความจริงหรือไม่สามารถไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญได้  เช่นสมมติบริษัทมีการประมาณการณ์ยอดขายกับกำไรในอนาคตไว้  อันนึงเลิศมากไว้ป่าวประกาศ  ส่วนอีกอันคือของจริงที่ผู้บริหารคิดจริงๆ  การเปิดเผยกับนักลงทุนเฉพาะอันที่คิดว่าดีคือผิดชัวร์นะ  เพราะถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่รู้และตั้งใจให้เข้าใจผิดได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ดัชนีวัดระดับความกลัว/โลภ

    ดัชนีวัดระดับความกลัว/โลภ

    เมื่อเร็วๆนี้เพิ่งพูดถึงหนังสือเรื่องวัฎจักรของตลาดไปเอง  พอดีบังเอิญไปเจอว่า CNN เค้ามีทำ Fear and Greed Index (ดัชนีวัดความกลัวกับความโลภ) ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

    คือดัชนีนี้ไอเดียคือเค้าพยายามจะวัดว่าตอนนี้ตลาดอยู่ในโหมดกลัวหรืออยู่ในโหมดโลภ  โดยวัดจากสัญญาณบ่งชี้ 7 ตัว  ผมทิ้งลิ้งค์เอาไว้ให้  https://money.cnn.com/data/fear-and-greed/

    สัญญาณบ่งชี้ 7 อย่างที่เค้าใช้มีดังนี้

    1. Junk bond demand
    2. อันนี้วัดความต้องการหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง  วิธีการคือดูจากส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ปลอดภัยกับหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง  ถ้าช่วงไหนความแตกต่างมันแคบกว่าปกติก็คือแปลว่าคนยินดีซื้อหุ้นกู้เสี่ยงสูงโดยที่ผลตอบแทนต่างกันไม่เยอะ  ก็แปลว่าคนอยู่ในโหมดโลภ

    3. Safe haven demand
    4. อันนี้วัดความต้องการในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้  วิธีคือดูเทียบว่าช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนของหุ้นเทียบกับตราสารหนี้เยอะกว่ากันขนาดไหน  ถ้าเยอะกว่ากันเยอะเทียบกับค่าเฉลี่ยปกติก็แปลว่าคนแห่ไปลงทุนในหุ้นเยอะ  ก็คือคนอยู่ในโหมดโลภ

    5. Market momentum
    6. อันนี้ดูโมเมนตัมตลาด  วิธีคือดูระดับของ S&P 500 ตอนนี้เทียบกับเส้น moving average 125 วัน  ถ้าสูงกวาเยอะๆก็คือแสดงถึงความต้องการลงทุนในหุ้นเยอะ  ก็คือคนอยู่ในโหมดโลภ  

    7. Put and Call option
    8. อันนี้ไว้วัดมุมมองของนักลงทุนว่าเค้ามองอนาคตตลาดเป็นยังไง  วิธีคือเทียบจำนวน put option กับ call option ทั้งหมดในช่วง 5 วันที่ผ่านมา  ถ้า put option น้อยกว่า call option เยอะๆก็คือคนเชื่อว่าตลาดจะขึ้น  ดังนั้นเป็นการแสดงว่าอยู่ในโหมดโลภ

    9. Market volatility
    10. อันนี้เค้าวัดความผันผวนของราคา  วิธีดูก็คือดูตัว VIX ที่เป็นดัชนีวัดความผันผวน  ไอเดียคือถ้าผันผวนมากแปลว่าคนไม่มั่นใจแปลว่ามีความกลัว

    11. Stock price strength
    12. อันนี้วัดจำนวนหุ้นที่ทำ 52-week high เทียบกับจำนวนหุ้นที่ทำ 52-week low  ถ้าส่วนต่างตรงนี้เยอะกว่าช่วงปกติก็คือคนกำลังโลภ

    13. Stock price breadth
    14. อันนี้วัดว่า volume การซื้อขายหนักไปทางไหนมากกว่ากัน  วิธีการคือใช้ McClellan Volume Summation Index ซึ่งผมขี้เกียจไปอ่านว่าสูตรมันคืออะไร  แต่หลักๆแล้วไอเดียคือเค้าเทียบดูว่า volume การซื้อขายเกิดในหุ้นที่เป็นทิศทางขึ้นมากกว่าหุ้นที่เป็นทิศทางลงหรือเปล่า  ถ้า volume ส่วนใหญ่เกิดในหุ้นที่เป็นทิศทางขึ้นมากกว่าช่วงปกติเค้าก็จะตีความว่าคนกำลังโลภ

    แล้ว CNN ก็เอาผลรวมของพวกนี้ทั้งหมดมาเฉลี่ยน้ำหนักเท่าๆกัน  ออกมาเป็นตัวเลข 0-100  0 คือกลัวสุดๆ  100 คือโลภสุดๆ  ประมาณนี้ครับ  แต่ข้อจำกัดมันก็เหมือนกับที่เรารู้กันแหละ  ดัชนีนี้อาจจะบอกได้คร่าวๆว่าตอนนี้สภาพเราอยู่ตรงไหน  แต่ไม่ได้บอกว่าสถานการณ์มันจะเปลี่ยนตอนไหน  อย่างที่หนังสือ Mastering the market cycle บอกแหละ  ผมเห็นว่าน่าสนใจอยู่และอาจจะมีประโยชน์เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • มีวิธีอะไรมั้ย ทำให้ไม่ตกใจเวลาตลาดหุ้นตก ?

    มีวิธีอะไรมั้ย ทำให้ไม่ตกใจเวลาตลาดหุ้นตก ?

    มีคนอยากได้วิธีคิดให้สามารถถือหุ้นข้ามวิกฤติ  เพราะเค้าบอกต่อให้เรารู้ว่าพื้นฐานไม่เปลี่ยนแต่เวลาหุ้นตกกันทั้งตลาดก็ตกใจอยู่ดี  ก็เป็นคำถามที่ดีนะ  ผมก็มานั่งนึกนะว่าอะไรจะช่วยได้บ้าง

    ปัจจัยสำคัญอันนึงที่ผมว่าช่วยได้เยอะคือประสบการณ์  คนที่ลงทุนมานานระดับนึงมันก็จะเห็นกับตาไงว่ามันไม่เป็นไรจริงๆนะการถือหุ้นข้ามวิกฤติตราบใดที่พื้นฐานหุ้นยังดีอยู่  คนที่มีประสบการณ์เคยเจอมาก่อนมันก็จะคุมสติง่ายกว่า  แต่อันนี้มันไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่เพราะคนที่ไม่มีก็คือไม่มี  มันไม่มีทางทำให้คนไม่มีประสบการณ์อยู่ๆมีขึ้นมาได้

    สิ่งที่น่าจะช่วยได้หลักๆเลยก็น่าจะเป็นการตัดสินใจด้วยตรรกะนะ  คือตราบใดที่เราตัดสินใจแบบเอาอารมณ์ออกไปได้มันก็น่าจะช่วยตัดความกลัวที่ไม่มีเหตุผลออกไปได้เยอะ  ซึ่งการจะให้คนเราตัดสินใจตรรกะล้วนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว  แต่ผมคิดว่าถ้าทำสิ่งต่อไปนี้น่าจะช่วยได้

    1. เรียบเรียงการตัดสินใจของเราว่าทำไมเราถึงซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นนั้น
    2. เขียนประเด็นสำคัญที่มีผลต่อหุ้นนั้นออกมาในกระดาษ
    3. คอยเช็คดูว่าเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบทำให้เราตกใจนี่หรือเปลี่ยนแปลงไป  มันกระทบประเด็นสำคัญเหล่านั้นมั้ย  พิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
    4. ตัดสินใจอีกทีจากประเด็นสำคัญที่เราสรุปได้

    ตัวอย่างเช่น  อย่างผมนี่มี REIT ที่ทำห้างในยุโรปนะ

    เรียบเรียงสาเหตุที่ผมตัดสินใจซื้อมีดังนี้

    • เช็คดูแล้วว่าห้างพวกนั้นดูมีความต้องการอยู่  จากการที่ occupancy สูงมากก่อนโควิดมาตลอด
    • โควิดเกิดขึ้นแล้ว  มีการปิดห้างบางช่วง  บริษัทมีการยกเว้นค่าเช่าให้ร้านค้า  แต่โดยรวมก็ยังกำไรอยู่ไม่ได้ถึงกับขาดทุน
    • หลังจากห้างกลับมาเปิด  ปริมาณการขายของในห้างกลับมาอยู่ในระดับที่สูงมากจนเกือบปกติ
    • Occupancy แทบไม่ลด  และดูเหมือนจะยังปล่อยเช่าได้โดยที่ค่าเช่าสูงขึ้น  เก็บเงินได้เกิน 90%
    • ราคาหุ้นตกรุนแรง  โดยที่เท่าที่ดูแล้วไม่เห็นแนวโน้มของปัญหาถาวร  กำไรหดจากแค่ค่าเช่าที่ยกให้กับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเฉยๆ
    • เชื่อว่าโควิดไม่ได้อยู่ไปตลอด

    ประเด็นสำคัญที่จะมีผลคือ

    • โควิดจบหรือไม่  ขึ้นกับวัคซีนฉีดมั้ย, ฉีดแล้วได้ผลหรือเปล่า
    • โควิดต้องไม่นานเกินจนผู้เช่าเจ๊งหมด  ซึ่งเราจะวัดจาก occupancy, collection, rent renewal

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่น

    • 3rd wave  ก็ไม่เกี่ยวนี่  เรารู้อยู่แล้วว่ามันก็จะระบาดไปเรื่อยจนกว่าจะแก้ได้ถาวร
    • ฉีดวัคซีนช้าด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่  อันนี้สมควรติดตามดู
    • ไวรัสกลายพันธุ์  เท่าที่ทราบวัคซีนยังได้ผลอยู่นี่  และตามข่าวคือถ้าจำเป็นก็ปรับวัคซีนตามได้
    • ตลาดหุ้นตกโดยเฉพาะพวกกลุ่มหุ้น tech  …  ไม่เกี่ยวสุดๆ

    สรุป ถือต่อไปไม่มีอะไร
     

    หรืออีกตัวอย่างนึงที่มีการเปลี่ยนใจ  คือกรณีที่ซื้อหุ้นเรือสำราญ  จากตอนแรกไม่ซื้อ

    เรียบเรียงสาเหตุที่ผมตัดสินใจไม่ซื้อตอนแรกสุดมีดังนี้

    • บริษัทขาดทุนหนัก  เดินเรือไม่ได้เลย = ไม่มีรายได้  ต่อให้ระดมทุนได้ก็แค่ยืดเวลาออกไปเท่านั้น
    • ณ เวลานั้น  วัคซีนข่าวบอกอาจกว่าจะได้ต้องใช้เวลาถึง 2021-2022  ไม่รวมว่าต้องใช้เวลาฉีดอีก

    ประเด็นสำคัญที่จะมีผลคือ

    • การมีวัคซีนหรือยาที่จะทำให้โควิดจบ
    • บริษัททนได้นานขนาดไหน

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่น

    • กู้ยืมเงิน + ออกหุ้นใหม่ได้เพิ่ม  ก็แค่ยืดเวลา  โดยตัวมันเองไม่มีประเด็นเท่าไหร่
    • ลดค่าใช้จ่ายได้บ้าง  ก็แค่ยืดเวลาเช่นกัน  โดยตัวมันเองไม่สำคัญเท่าไหร่
    • มีวัคซีนตอนปลายปี 2020  ทดลองฉีดแล้วได้ผล  อันนี้สำคัญมากละ

    สรุป เปลี่ยนจากไม่ซื้อมาซื้อในภายหลัง

     

    ประมาณนี้แหละนึกภาพออกมั้ย  คือเวลาตัดสินใจให้จับตามองประเด็นที่มันสำคัญเป็น key จริงๆ  ถ้ากลัวสติแตกก็เขียน  ช่วยได้ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หา P/E เฉพาะกลุ่มธุรกิจได้จากที่ไหน ?

    หา P/E เฉพาะกลุ่มธุรกิจได้จากที่ไหน ?

    มีนักเรียนเราที่บอกเดี๋ยวนี้คนนิยมลงทุนตามธีม  แล้วก็เลยอยากรู้ว่าปกติถ้าเราอยากรู้ว่าหุ้นแต่ละกลุ่มธุรกิจ P/E เท่าไหร่นี่จะดูได้จากที่ไหน

    เป็นคำถามที่ดีนะ  บอกตามตรงว่าถ้าเป็นหุ้นไทยผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  มันมีดัชนีที่แยกตามอุตสาหกรรมอย่าง SET Consumer, SET Financials, etc.  ซึ่งผมก็มั่นใจว่ามันต้องมี P/E ของแต่ละอันแน่  แต่หาไม่เจอจริงๆและก็ไม่คุ้นว่าเคยเห็นด้วย

    แต่ถ้าเป็นต่างประเทศหาได้แน่  เราสามารถไปเปิดพวก factsheet ของ index ที่เค้าจัดกลุ่มหุ้น  มันจะมี P/E อยู่ครับ  เช่นสมมติถ้าใน US ก็ใช้ของ S&P ก็ได้  หรือไม่งั้นถ้าจะเอาทั่วโลก S&P ก็น่าจะมีนะแต่จำได้ว่าเคยเห็นของ MSCI มีแน่ๆ

    วีธีหาก็ Google คำว่า “MSCI” กับ “(ชื่อกลุ่มธุรกิจที่ต้องการ)”  แค่นี้แหละ

    ตัวอย่างเช่น

    สมมติเราอยากรู้ P/E ของหุ้นเทคโนโลยีรวมๆ  https://www.msci.com/documents/10199/69aaf9fd-d91d-4505-a877-4b1ad70ee855

    หรือสมมติเราอยากได้ P/E ของหุ้นเทคโนโลยีของ US  https://www.spglobal.com/spdji/en/indices/equity/sp-500-information-technology-sector/#overview

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ใช้เว็ป Settrade ยังไง ?

    ใช้เว็ป Settrade ยังไง ?

    มีคนมือใหม่มากอยากให้เราพูดถึงการใช้เวป Settrade  เอาจริงๆผมก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเวปเค้าขนาดนั้น  แต่จะพูดถึงที่ผมใช้หรือสิ่งที่คิดว่าอาจจะมีประโยชน์ละกันครับ

    1. รายละเอียดเกี่ยวกับหุ้นที่เราสนใจ
      1. งบการเงิน
      2. เวปไซต์บริษัท
      3. ประวัติการจ่ายปันผล
      4. ประมาณการโดยนักวิเคราะห์
    2. Opportunity day
    3. พวกที่เป็นข้อมูลเรียนรู้ต่าง
      1. Publication เรียนรู้เรื่องกองทุนรวม
      2. หลักสูตรอบรมสัมมนา
      3. เรื่อง financial planning
      4. เอกสารเผยแพร่
    4. หน้าแรกมีสรุป index ตอนนี้
      1. กดเข้าไปจะโหลดรายละเอียดย้อนหลังของ index ได้
    5. สรุปสถิติสำคัญ
      1. P/E ย้อนหลัง
      2. Dividend yield ย้อนหลัง
  • ถือหุ้นปันผลยาวไปตลอดเลยได้มั้ย ?

    ถือหุ้นปันผลยาวไปตลอดเลยได้มั้ย ?

    ส่วนตัวผมก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาตรงไหนนะ  ควรหรือไม่นี่น่าจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์  ถ้าอยากถือยาวไปตลอดเพื่อเอาปันผลก็ทำได้ครับ

    แต่ทีนี้ถึงแม้ว่าเราจะตั้งใจถือยาวไปตลอดไม่ขาย  ไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องคอยติดตามดูเลยนะ  เพราะหุ้นบริษัทที่เข้มแข็งทำได้ดีอยู่วันนี้ไม่ได้แปลว่ามันจะดีตลอดไป  ถึงจุดหนึ่งบริษัทอาจจะมีคู่แข่งสำคัญโผล่เข้ามาหรือเริ่มตกยุคไปเพราะมีสินค้าบริการที่ดีกว่าหรือเพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป  เราก็ต้องรู้ให้ทันเพราะเราอาจจำเป็นต้องขายออกมา

    โดยรวมแล้วแนะนำว่าคอยติดตามดู

    • ปีละครั้งประมาณเดือนเมษายน  ผลประกอบการของปีก่อนทั้งปีจะออกไปแล้ว
    • ตัวธุรกิจที่บริษัททำยังทำได้ดีอยู่ใช่มั้ย
    • สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกับเรื่องที่ทำให้บริษัทเข้มแข็งหรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี