Blog

  • เรื่องทางบัญชีที่จะมาทำเราสับสนได้ 3: รายการพิเศษ

    บทนี้เรามาคุยเรื่องรายการพิเศษต่างๆที่โผล่มาบนงบกำไรขาดทุนแล้วมักจะทำให้หน้าตาของกำไรขาดทุนสุทธิดูดีเกินเหตุหรือดูแย่เกินเหตุ รายการพิเศษในที่นี้หมายถึงการบันทึกรายได้หรือรายจ่ายประเภทที่ไม่ปกติ มีลักษณะเกิดขึ้นครั้งเดียว และไม่ได้เป็นกิจกรรมหลักของกิจการ เช่น กำไรหรือขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ถาวร, กำไรหรือขาดทุนจากการขายเงินลงทุน, รายรับเงินประกันน้ำท่วม และพวกแนวนี้อันอื่นๆ

    โดยทั่วไปพวกรายการพิเศษจะมีขนาดเล็กน้อยมาก และไม่ค่อยส่งผลต่อกำไรขาดทุนเท่าไหร่ แต่บางครั้งก็จะมีกรณีใหญ่ๆเกิดขึ้นที่ทำให้ผลประกอบการสุทธิเปลี่ยนไปเยอะ เนื่องจากมันเป็นลักษณะเกิดขึ้นครั้งเดียวเราจึงไม่ควรไปใส่ใจกับมัน รายการพวกนี้ผมแนะนำให้พวกเราตัดออกไปจากการคำนวนกำไรสุทธิโดยอัตโนมัติเพื่อให้เราเห็นภาพของกิจการได้ดีขึ้น

    Balance Sheet Bumrungrat (more…)

  • เรื่องทางบัญชีที่จะมาทำเราสับสนได้ 2: การหักภาษีด้วยผลขาดทุนปีก่อนๆ

     

    บทความซีรี่ส์นี้เรายังอยู่กับเรื่องต่างๆที่ทำให้ตัวเลขกำไรสุทธิของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปอยู่ครับ วันนี้เราจะมาเล่าถึงเรื่องสิทธิ์ในการเอาผลประกอบการขาดทุนสะสมย้อนหลังมาใช้หักออกจากภาษีเงินได้ที่บริษัทต้องเสีย และตัวเลขพวกนี้บางทีทำให้บริษัทดูดีขึ้นเยอะกว่าความเป็นจริงเยอะเลยทีเดียว

    ไอเดียของเรื่องนี้คือ บริษัทเวลาที่มีกำไรจะต้องเสียภาษีให้กับรัฐตามกฎหมาย ดังนั้นในกรณีที่บริษัทมีผลประกอบการขาดทุนก็ควรจะต้องได้รับการยกเว้นภาษีด้วย ตามกฏหมายของไทยบริษัทในปีที่มีผลประกอบการขาดทุนสามารถที่จะเอายอดขาดทุนสะสมย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี ไปใช้ในการหักส่วนของกำไรที่ต้องเสียภาษีในปีที่กำไรได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น

    ตัวอย่างสมมติ บริษัท A มีผลกำไรหรือขาดทุนเกิดขึ้นในแต่ละปีดังนี้ (more…)

  • เรื่องทางบัญชีที่จะมาทำเราสับสนได้ 1: Dilution

    ผลประกอบการที่บริษัทรายงานออกมาเป็นสิ่งที่พวกเรานักลงทุนให้ความสำคัญและคอยติดตามอยู่เสมอโดยเฉพาะที่เป็นรายปี และตัวเลขที่ออกมามันมีผลต่อการตัดสินใจหรือมุมมองที่เรามีต่อบริษัทอย่างมาก ดังนั้นนักลงทุนที่เก่งควรจะมีความรู้ความเข้าใจในด้านบัญชีมากกว่าคนทั่วไป เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พวกเราถูกหลอกได้ง่ายๆด้วยวิธีการทางบัญชีต่างๆที่อาจทำให้ตัวเลขดูดีเกินจริง

    บทความนี้เราจะคุยกันเรื่อง Dilution effect ครับ แปลเป็นไทยคำว่า Dilution คือการเจือจาง ในที่นี้เวลาคุยเรื่องเกี่ยวกับหุ้นมันหมายถึงการที่มีหุ้นใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของหุ้นที่เราถืออยู่นั้นน้อยลงกว่าเดิม เช่น ถ้าตอนเริ่มบริษัทมีหุ้นอยู่ 100 หุ้น แล้วเราถืออยู่ 30 หุ้นก็แปลว่าเราเป็นเจ้าของ 30% ของบริษัท ทีนี้สมมติว่าอยู่ๆบริษัทนี้มีการออกหุ้นเพิ่มมาอีก 50 หุ้น ทำให้รวมมีหุ้น 150 หุ้น สิ่งที่เราถืออยู่คือ 30 หุ้นเหมือนเดิม ดังนั้นความเป็นเจ้าของของเราก็จะเหลือ 30 จาก 150 หรือคือ 20% ของบริษัทเท่านั้น (more…)

  • ภาษาหุ้นวันนี้  7:  การแตกพาร์หุ้น

    วันนี้เรานำเสนอหัวข้อง่ายๆเบาสมองบ้างครับ สำหรับคนที่เป็นคนใหม่มากหรือไม่เคยได้ยินเรื่องการแตกพาร์หุ้นมาก่อนได้ยินว่าหุ้นที่เราถือจะมีการแตกพาร์ อาจจะมีงงๆหรือมีการตกใจบ้างว่ามันคืออะไร แล้วมันจะส่งผลอะไรกับหุ้นที่เรามีอยู่หรือไม่ แล้วเค้าจะทำไปเพื่ออะไร วันนี้ผมเลยมาเล่าให้ฟังครับ

    หุ้นปกติตอนที่เค้าออกมามันจะมีว่าออกมากี่หุ้นและแต่ละหุ้นนี้ที่พาร์เท่าไหร่ เช่น (more…)

  • ภาษาหุ้นวันนี้ 6:  เบต้า

    เราเคยพูดถึงเรื่องความเสี่ยงในบทความก่อนหน้านี้ไปแล้วใช่มั้ยครับ ที่แนวคิดนึงบอกว่า ความเสี่ยงวัดจากความผันผวนของตัวราคาเป็นหลัก เพราะถ้าผันผวนมากแปลว่าคาดเดาได้ยากก็คือเสี่ยงมาก แต่ถ้าผันผวนน้อยแปลว่าคาดเดาได้ง่ายก็คือเสี่ยงน้อย ทีนีเบต้า (Beta) มันเป็นค่าทางสถิติที่ใช้วัดความผันผวนตัวนึงที่ได้รับความนิยมครับ ซึ่งในบทนี้เราจะมาอธิบายว่ามันคืออะไรกันแน่

    เบต้า เป็นค่าที่บอกว่าหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่เราดูอยู่นี้ โดยเฉลี่ยตอบสนองอย่างไรกับทิศทางของตลาดหุ้น ตัวอย่างเช่น

    ถ้าหุ้นมีเบต้าเท่ากับ 1  

    แปลว่าโดยเฉลี่ยหุ้นนี้เปลี่ยนแปลงเป็น 1 เท่าของตลาด (ซึ่งก็คือเหมือนกันเป๊ะ) ถ้าตลาดหุ้นขึ้น 10% หุ้นนี้ก็จะขึ้น 10%  ถ้าตลาดหุ้นลง 20% หุ้นนี้ก็จะลง 20% (more…)

  • ภาษาหุ้นวันนี้ 5:  อัตราส่วน P/E หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไร

    คุณเคยไปถามคนอื่นหรือเคยได้ยินคนในโทรทัศน์ถามว่าหุ้นแพงไปหรือถูกไปมั้ยครับ ส่วนใหญ่ในคำตอบที่ตอบกันจะได้ยินคนจะพูดถึงอัตราส่วนตัวนี้แหละครับ อัตราส่วน P/E คืออัตราส่วนเปรียบเทียบราคาต่อกำไรของหุ้นหนึ่งหุ้นครับ

    สูตรมันจะเป็นแบบนี้ครับอัตราส่วน P/E  =  price / earning  เช่นถ้าหุ้นตัวหนึ่งราคา 100 บาท แล้วที่ผ่านมากิจการนี้กำไรต่อหุ้น 6 บาท ก็จะได้อัตราส่วน P/E   =  100 / 6 = 16.67 เท่า   ตัวเลขที่คำนวณออกมาบอกแค่ว่า “ถ้าสมมติว่ากิจการนี้ทำกำไรเท่านี้ตลอด แล้วเราซื้อหุ้นด้วยราคาตอนนี้ จะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะได้ได้ทุนคืน” ในตัวอย่างนี้ก็คือต้องใช้เวลา 16.67 ปีจะได้ทุนคืน ทีนี้ในรายละเอียดมันก็จะมีเรื่องของว่าเอาตัวเลขอะไรเป็นตัวคิด อย่างกำไรนี่เอากำไรของปีที่ผ่านมาหรือเปล่า หรือเอาประมาณการกำไรของปีหน้าดี ราคานี่เอาวันนี้มาคิด หรือเอาเฉลี่ยในช่วงเดือนที่ผ่านมาดี ซึ่งเรื่องพวกนี้ยังไม่ต้องกังวลไปครับเอาให้เข้าใจไอเดียมันก็พอ (more…)

  • ภาษาหุ้นวันนี้  4:  อัตราส่วน PEG หรือ อัตราส่วน P/E ต่อ Growth

    มาถึงอันนี้คนส่วนใหญ่ผมว่าอาจจะยังไม่เคยได้ยิน  ส่วนตัวผมตอนสมัยเรียนไฟแนนซ์ในมหาวิทยาลัยก็ไม่มีพูดถึงครับ  ที่มาของอัตราส่วนอันนี้มันมีมาจากการที่เค้าพยายามแก้จุดบอดของการพิจารณาอัตราส่วน P/E อย่างเดียวน่ะครับ  สำหรับคนที่หลุดมาอ่านบทความนี้โดยที่ยังไม่รู้ว่าอัตราส่วน P/E คืออะไร  แนะนำให้ลองไปอ่านบทความเกี่ยวกับ P/E    อย่างที่พวกเราพอจะทราบอยู่แล้วอัตราส่วน P/E นี่มันบางทีบอกไม่ได้ว่าหุ้นแพงหรือไม่แพงกันแน่  เพราะ P/E ที่สูง  ก็ไม่ได้แปลว่าแพงเกินไปเพราะอาจจะมาจากเหตุว่าเป็นหุ้นที่เติบโตดีมาก  หรือ P/E ที่ต่ำ  ก็ไม่ได้แปลว่าของถูกน่าซื้อ   เพราะอาจเป็นบริษัทไม่โตเลยราคาเลยไม่สูง  มันเป็นแบบนี้แหละครับ  เค้าเลยพยายามหาวิธีพิจารณาเพิ่มเติม  ซึ่งก็ได้ไอเดียมาเป็นว่าเออเราเอา P/E มาถ่วงด้วยอัตราการเติบโตดีกว่า  จะได้สูตรเป็นแบบนี้ครับ (more…)

  • ศัพท์แวดวงลงทุน 3:  พวกตัวเครื่องหมาย X ทั้งหลายที่ใช้ในตลาดหุ้นไทย

    สวัสดีอีกแล้วครับ  วันนี้ก็เป็นคิวของหัวข้อพวกกลุ่มคำศัพท์เกี่ยวกับการลงทุนทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง  วันนี้เรามาเล่าเรื่องเครื่องหมาย X ต่างๆที่อยู่บนปฏิทินหุ้นของตลาดหลักทรัพย์กันว่าแปลว่าอะไร  สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นปฏิทินหุ้น  ลองเปิดลิ้งค์ภายในเวปตลาดหลักทรัพย์อันนี้ครับ  คุณจะได้รู้ว่าเราพูดถึงอะไรกันhttp://www.set.or.th/set/xcalendar.do?language=en&country=US

    ทีนี้ผมจะต้องอธิบายเท้าความนิดนึง  คือการถือหุ้นเป็นเหมือนการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของกิจการใช่มั้ยครับ  นอกเหนือจากสิทธิ์ที่จะได้เงินปันผลแล้ว  ก็จะมีสิทธิ์อื่นๆอีกเช่นสิทธิ์ในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรับรู้ความเป็นไปหรือร่วมลงคะแนนเสียงตัดสินใจบางอย่าง  แต่ทีนี้เนื่องจากหุ้นก็มีการขายไปมาเปลี่ยนเจ้าของอยู่ตลอดใช่มั้ยครับ  ดังนั้นปกติแล้วบริษัทเค้าประกาศว่าจะจ่ายปันผลหรือให้สิทธิ์อะไรซักอย่าง  มันก็จะมีวันที่ตัดว่า “เออ เค้าจะให้สิทธิ์กับคนที่ถือหุ้นอยู่ในวันนี้เท่านั้น  พวกที่มาซื้อหลังวันนี้  ถึงแม้ว่าจะก่อนวันที่จ่ายปันผลก็ถือว่าไม่มีสิทธิ์ได้รับ” (more…)

  • ภาษาไฟแนนซ์วันนี้ :  Par Value, Book Value & Market value

    บทนี้ผมนำเสนอคำหน้าตาคล้ายๆกันสามคำนี้ครับ  เพื่อให้ท่านที่อาจจะมู้ว่าเค้าพูดอะไรกันทางทีวีได้เข้าใจเอาง่ายๆ

     Par value

    หรือ ราคาพาร์ คำนี้นี่จริงๆเป็นอะไรที่โบราณมาก ในอดีตราคาพาร์คือราคาที่บริษัทตั้งขึ้น เป็นราคาขายของหุ้นเวลาขายให้กับสาธารณะเป็นครั้งแรก และเป็นการบอกเพื่อให้นักลงทุนเท่าไปมั่นใจว่าบริษัทจะไม่มีการไปขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่านี้เด็ดขาด สมัยนี้ก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับมูลค่าของบริษัทหรือมูลค่าของหุ้นอะไรใดๆทั้งนั้น อาจจะมีประโยชน์เหลือแค่เป็นมาตรฐานวิธีการลงบัญชีเท่านั้นครับ (more…)

  • ภาษาไฟแนนซ์วันละคำ : ROI หรือ Return on Investment

    วันนี้ผมนำเสนอคำศัพท์พบได้ทั่วไปคำนี้ครับ  ROI มีใช้ทั่วไปไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแวดวงการลงทุนในหุ้น  มันย่อมาจาก return on investment ครับ  ซึ่งแปลความหมายตรงตัวว่า  อัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุน  เขียนสูตรคำนวนง่ายมากตามข้างล่างนี้

    ROI       =  ผลตอบแทน / ต้นทุน

                   =  (รายได้จากการลงทุน – ต้นทุน) / ต้นทุน

    (more…)