Blog

  • หุ้นกลุ่มไหนดูราคาถูกบ้าง ?

    หุ้นกลุ่มไหนดูราคาถูกบ้าง ?

    เร็วๆนี้มีหลายคนถามหลังจากผมบอกว่าควรจะมองหาโอกาส ถามว่าควรจะไปดูกลุ่มธุรกิจไหนเป็นพิเศษมั้ย

    อย่างแรกก่อนเลยคือผมว่าดูหุ้นที่ไม่ใช่ไทยเถอะ เพราะตลาดหุ้นไทยนี่แข็งแกร่งมาก ไม่ตกเลย ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกันกับเรา

    ถ้าเราจะฉวยโอกาสในเวลานี้ ผมว่าหาใน US หรือยุโรปง่ายกว่า จีนก็ไม่ใช่ไม่ดีแต่อ่านไม่ค่อยออก

    ระหว่าง US กับยุโรป ผมก็ว่า US น่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติเร็วกว่านะ เพราะยุโรปใกล้ปัญหามากกว่า และ US เองเงินเฟ้อลดลงติดต่อกันมาซักพัก ในขณะที่ยุโรปนี่เพิ่งไม่กี่เดือนมานี้


    ทีนี้ที่ผ่านมาผมก็บอกว่าดูพวกที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่สูงกับเงินเฟ้อสูงเป็นหลัก แต่ก็เข้าใจว่าบางทีมันดูแบบไม่ค่อยครอบคลุมเท่าไหร่ วันก่อนผมพอดีไปเจอข้อมูลของ Morningstar ก็เลยเอามาพูดถึงให้ดูครับ

    คือ Morningstar เค้ามี cover หุ้น US อยู่ 847 บริษัท และพวกนี้ปกติเค้าจะมีการให้ rating 1 ถึง 5 ดาว 3 ดาวแปลว่าเค้ามองว่าราคาหุ้นตอนนี้กลางๆ 1 ดาวคือแพง 5 ดาวคือถูก และอันนี้คือแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ

    ธุรกิจกลุ่มที่มีสีฟ้ากับน้ำเงินเยอะก็คือมีหุ้นถูกเยอะ แน่นอนว่า Morningstar ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าธุรกิจกลุ่มไหน Undervalued หรือพูดอีกแบบนึงคือน่าสนใจที่สุด

    จะเห็นว่าธุรกิจกลุ่มที่ดูน่าสนใจเด่นๆก็จะมี Communication Services, Real Estate, Consumer Cyclical

    ผมก็ไปหาดูมาคร่าวๆว่ากลุ่มพวกนี้มันคืออะไร
    Communication Services ก็จะเป็นพวกการสื่อสารแบบทั้งมีสายและไร้สาย แล้วก็พวกบริการหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น Alphabet (Google, YouTube), Netflix, Match Group, ฯลฯ

    Real Estate พวกนี้ก็จะมี REIT ทั้งหลายทั้ง Equity REIT และ Mortgage REIT รวมถึงบริษัทที่ทำธุรกิจบริหารอสังหาริมทรัพย์ เช่น CBRE, Digital Realty, ฯลฯ

    Consumer Cyclical พวกนี้คือพวกที่เกี่ยวกับการบริโภคที่ไม่จำเป็นหรืออย่างน้อยไม่ได้ต้องซื้อบ่อยๆ พวกสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ เช่น Domino’s Pizza, Expedia, Nike, ฯลฯ

    ผมว่าอันนี้ก็น่าจะครอบคลุมละนะ ผมว่าคุณลองไปดูเอากลุ่มที่ตัวเองชอบน่ะครับ ทั้งนี้ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ว่าในแต่ละกลุ่มธุรกิจของ Morningstar มันมีหุ้นอะไรบ้าง ผมเผื่อกลุ่ม Technology, Basic Materials กับ Healthcare ไว้ด้วยเพราะพวกกลุ่มนี้ก็ดูจะน่าสนใจตามๆกันลงมา
    https://www.morningstar.com/communication-services-stocks
    https://www.morningstar.com/real-estate-stocks
    https://glossary.morningstar.com/consumer-cyclical-stocks
    https://www.morningstar.com/technology-stocks
    https://www.morningstar.com/basic-materials-stocks
    https://www.morningstar.com/healthcare-stocks

  • ทำไมฟองสบู่คริปโตแตกดูไม่ค่อยมีผลกับเศรษฐกิจ ?

    ทำไมฟองสบู่คริปโตแตกดูไม่ค่อยมีผลกับเศรษฐกิจ

    มีคนถามว่าอย่างตลาดคริปโต crash รุนแรง มีบริษัทเจ๊งก็เยอะ FTX, BlockFi, etc. ความเสียหายก็เป็นหลักพันล้านเหรียญ ทำไมมันไม่เป็นวิกฤติเศรษฐกิจหรืออะไร ไม่เห็นเหมือนปี 2008

    อันนี้ผมก็ไม่ได้ตามละเอียดนะพูดจริงๆ แต่เข้าใจว่าเป็นเพราะหลักๆเลยคือมันไม่ได้รับเงินกู้ยืมหรือ leverage อะไรจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินหลัก

    ประเด็นที่ทำให้ subprime 2008 อลังการมากนอกเหนือจากว่าขนาดของมูลค่า subprime mortgage มันสูงแล้วก็คือการที่มันมีการกู้ยืมเงินมาลงทุนจำนวนมาก แล้วพอสินทรัพย์พวกนี้มูลค่าลดลงฮวบ ธนาคารอะไรก็เจ๊งไปด้วย แล้วก็เลยลามไปธุรกิจอื่นเพราะธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ แต่พอเป็นคริปโตเข้าใจว่าเงินส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของ VC หรือกู้ยืมมากจากกลุ่มบริษัทที่อยู่คริปโตด้วยกันเป็นหลัก ธนาคารพาณิชย์เกือบทั้งหมดไม่มี exposure หรือมีน้อยมาก ดังนั้นถ้าคริปโตจะเจ๊งก็เจ๊งกันไป ไม่มีใครเดือดร้อนนอกวงพวกนี้

    ผมเคยเห็นรายงานอันนึงของ Financial Stability Oversight Council ที่พูดถึงกรณี Three Arrows Capital เจ๊งหลังจากที่มูลค่าของ Terra/Luna หดไปตอนนั้น

    จะเห็นว่ากลุ่มพวกนี้มันเกี่ยวกับหมด คนให้ยืมเงินกับ Three Arrows Capital อย่าง BlockFi, Voyager, Genesis, Celsius พวกนี้ก็เกี่ยวกับคริปโตหมด แล้วพอ Three Arrows Capital เจ๊งก็ลาก BlockFi, Voyager, Celsius, FTX, Alameda เจ๊งไปด้วย ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร

    ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่มันไม่ spillover ไปยังธุรกิจอื่นครับ

  • ปี 2023 จะเป็นยังไง ?

    ปี 2023 จะเป็นยังไง ?

    Outlook 2023

    สำหรับวีดิโอแรกของปี ผมตอบคำถามที่มีลูกค้ากับนักเรียนบางคนของเราถามเกี่ยวกับมุมมองการลงทุนของปีนี้

    เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปสรุปได้ง่ายๆดังนี้
    1. Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
    2. เงินเฟ้อจะลดลง
    3. Fed ลดอัตราดอกเบี้ย

    ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆเช่น Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึงเมื่อไหร่ เงินเฟ้อจะลงเร็วมั้ย แล้ว Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่ เรื่องพวกนี้อย่างแรกเลยคือไม่มีทางเดาถูก และที่สำคัญไม่มีสาระสำคัญอะไรสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว

    แล้วตลาดหุ้นจะเป็นยังไง ?

    ตลาดหุ้นก็จะผันผวนครับ เดี๋ยวคนก็จะดีใจที่เงินเฟ้อต่ำลง แล้วก็จะตกใจกลัวอาจจะเกิดเศรษฐกิจหดตัว

    ดังนั้นแล้วเราควรจะลงทุนยังไงดี ?

    เรามองการณ์ไกล ลงทุนดักไปตอนที่สถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ ตอนนี้เราซื้อพวกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากอัตราดอกเบี้ยที่สูง แล้วจะฟื้นตัวตอนที่ลดอัตราดอกเบี้ยกลับลงมา ผมแนะนำให้มองหาบริษัทที่เข้มแข็งที่อยู่ในกลุ่มพวกนี้

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ข้อมูลยิ่งเยอะก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ?

    ข้อมูลยิ่งเยอะก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ?

    ก่อนหน้านี้เคยมีหลายครั้งที่ผมบอกว่าพยายามอย่าฟังข่าวสารข้อมูลอะไรเยอะไป ก็มีคนมีคำถามว่าทำไม การรับข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งดีไม่ใช่หรือ มันควรจะเป็นว่าเราควรจะรับข้อมูลให้เยอะที่สุดที่เป็นไปได้แล้วก็พิจารณาข้อมูลพวกนั้นไม่ใช่หรือ

    คำตอบคือมันก็ใช่ ถ้าเราเป็น perfectly rational human อ่ะนะ ภายใต้สมมติฐานว่าเราตัดสินใจแบบมีสติตลอด ไม่มีอารมณ์เลย ฉลาดสุดๆ ไม่มี bias ใด การรับข้อมูลจำนวนมากตลอดเวลาก็ไม่มีปัญหาอะไร

    แต่เอาเข้าจริงเราก็รู้อยู่แล้วนี่ ว่าตัวเราเองก็ไม่เป็นแบบนั้น การรับข้อมูลอะไรที่มันไม่สำคัญเยอะเกินมันทำให้เราสับสน

    งานวิจัยที่ศึกษา human bias มีเยอะแยะ สองอันหลักๆที่ผมอ่านเจอเร็วๆนี้แล้วเกี่ยวข้องกับคำถามนี้ก็จะมี confirmation bias กับ anchoring bias

    Confirmation bias คือ bias ประเภทเลือกรับข้อมูลที่ไปทางเดียวกับความเชื่อเดิมเรา ในขณะที่ไม่รับข้อมูลพวกที่ขัดแย้งกับความเชื่อเรา ก็เลยทำให้การมีข้อมูลเยอะๆก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ซ้ำร้ายคือเอาข้อมูลที่จริงๆไม่เกี่ยวเป็น noise แต่ไปในทางสนับสนุนก็ยิ่งทำให้เรามั่นใจมากขึ้นไปอีก

    การทดลองที่ยืนยัน confirmation bias ก็มีเยอะแยะ ยกตัวอย่างอันที่อ่านเจอล่าสุดอยู่ในหนังสือ The Black Swan ของ Nassim Nicholas Taleb เค้าพูดถึงการทดลองอันนึง เอาภาพเบลอของหัวดับเพลิงมาให้คนทาย แบ่งคนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกแบ่งความเบลอจากเบลอสุดไปชัดมี 10 ระดับ กับอีกกลุ่มมี 5 ระดับ ปรากฎว่ากลุ่มที่มีแค่ 5 ระดับเดาถูกได้เร็วกว่า เค้าพบว่าคนที่อยู่กลุ่มที่มี 10 ระดับเริ่มเดาในหัวก่อน ณ ตอนที่รูปยังเบลอกว่า แล้วหลังจากนั้นความที่เดาไปแล้วทำให้รู้ตัวช้ากว่าเพราะเชื่อสิ่งที่เดาตอนแรก

    หรืออีกอันนึงคือเค้ามีทดสอบคนเดาผลการแข่งม้า โดยตอนแรกให้เดาโดยให้ข้อมูลสำคัญ 10 เรื่อง เสร็จปุ๊บก็ให้ข้อมูลเพิ่มอีก 10 เรื่อง ผลคือข้อมูล 10 เรื่องที่เพิ่มทีหลังไม่ได้ทำให้การเดาแม่นขึ้น มันทำให้คนเดามีความมั่นใจมากขึ้นแค่นั้น

    ส่วน anchoring bias นี่คือการที่บางทีหัวเรายึดติดกับข้อมูลหรือเลขอะไรซักอย่างที่เราเห็นก่อนหน้า

    มันเคยมีการทดลองที่เค้าให้คนหมุนวงล้อสุ่มเลข แล้วให้คนดูตัวเลขที่ได้ซึ่งคนก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นอะไรที่ random แล้วหลังจากนั้นก็ให้คนเดาว่าในสหประชาชาติมีประเทศแอฟริกันอยู่กี่ประเทศ ผลคือคนที่สุ่มเลขได้เลขที่น้อยมีแนวโน้มที่จะเดาตัวเลขที่ต่ำ ในขณะที่คนที่สุ่มเลขได้เลขที่สูงก็มีแนวโน้มที่จะเดาเลขที่สูงกว่า

    ดังนั้นการที่บางทีใครก็ไม่รู้พูดเลขอะไรซ้กอย่างเช่น SET จะปิด x,xxx จุด หรือหุ้นนี้น่าจะไปถึงราคา xx บาท มันก็จะทำให้เราเกิดการ anchoring กับเรื่องนั้น ฝังหัวเราไปทั้งที่จริงๆเลขพวกนั้นมีเหตุผลหรือเปล่าก็ไม่รู้ เป็นอะไรที่อันตรายมาก

    สรุปแล้วคือ การรับข้อมูลเยอะๆ ไม่ได้เป็นประโยชน์เสมอไปเพราะคนเรามี bias การรับข้อมูลจำนวนมากโดยเฉพาะพวกที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือพวกความเห็นคนนู้นคนนี้ ทำให้เราเขวได้ เป็นปัญหามากกว่าดี

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เงินเฟ้อรอบนี้ สินทรัพย์ประเภทไหนทำได้ดีบ้าง ?

    เงินเฟ้อรอบนี้ สินทรัพย์ประเภทไหนทำได้ดีบ้าง ?

    Which Inflation hedges have worked?

    อันนี้เป็นบทความของ Morningstar ที่ผมก็คิดว่าน่าสนใจดี คือเค้าดูว่าช่วงเงินเฟ้อสูงรอบนี้ สินทรัพย์อะไรที่ทำได้ดีบ้าง สินทรัพย์ที่ปกติคนเชื่อว่าดีช่วงเงินเฟ้อดีจริงหรือเปล่า แต่อันนี้คือต้องเข้าใจก่อนว่าเค้ากำลังพูดถึงระยะสั้นนะ https://www.morningstar.com/articles/1113374/which-inflation-hedges-have-worked

    เค้าดูแยกเป็น 3 กลุ่ม

    กลุ่มแรกคือสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ ซึ่งคือมีทอง, commodities อื่นนอกเหนือจากทอง, อสังหาริมทรัพย์นอกตลาด, อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหุ้น

    ผลที่ได้คือพวก commodities ที่ไม่ใช่ทองทำได้ดีมาก ซึ่งอันนี้ก็คงเป็นเพราะมันรวมพวกพลังงานที่ราคาสูงขึ้นเยอะมากจากปัจจัยเรื่องสงคราม แต่โดยรวมแล้วราคาน้ำมันก็จะสูงในช่วงที่ความต้องการสูงด้วยเช่น 2007, 2010, 2017 ดังนั้นแปลว่าในช่วงไหนที่เงินเฟ้อสูงจากความต้องการสูง สินทรัพย์กลุ่มนี้ก็อาจจะทำได้ดีตามไปด้วย หรือก็คืออาจจะมีประโยชน์ในการสู้กับเงินเฟ้อในสถานการณ์แบบนั้น

    แต่ที่แปลกใจคือทองดูทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่ถึงกับแย่ แต่ก็มูลค่าลดลงและผิดกับภาพที่ปกติเราจะมองว่ามันสู้กับเงินเฟ้อได้ดี

    ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ลิสต์ในตลาด พวกนี้ก็คล้ายกับหุ้นคือมูลค่าลดลง ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่นอกตลาด ข้อมูลหายากหน่อยแต่เท่าที่ดูคือไม่ได้ชนะเงินเฟ้อ แต่ไม่ถึงกับเลวร้าย

    กลุ่มที่สองคือพวกที่จ่ายดอกเบี้ย

    Inflation bonds ที่ผลตอบแทนมีส่วนที่คงที่กับส่วนที่เพิ่มตามเงินเฟ้อทำได้ดีก็ไม่ได้น่าแปลกใจ แต่ที่่แปลกใจคือกลุ่ม TIPS ซึ่งก็ควรจะสู้กับเงินเฟ้อดูจะทำได้แย่กว่ามาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

    กลุ่มสุดท้ายคือ alternative strategies กลุ่มนี้ปกติเค้าก็ไม่ได้บอกว่าเอาไว้สู้กับเงินเฟ้อหรืออะไร แต่แค่ปกติจะเอาไว้คาดหวังผลตอบแทนที่ต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่น

    อันที่ดูทำได้ดีมากคือ Systematic Trend Funds ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลงทุนใน futures และได้รับประโยชน์จากราคา commodities ที่สูงขึ้น ส่วนอันอื่นๆก็ดูจะไม่เลวร้าย คือขาดทุนแต่ไม่ถึงกับเละ

    สรุปแล้วคือดูเหมือนสินทรัพย์ที่รอดจากเงินเฟ้อสูงในระยะสั้นได้ก็ดูจะไม่ค่อยมีนะ Inflation bond นี่ปกติมันจะจำกัดการซื้อ

    แล้วมันมีความหมายอะไรกับการลงทุนเราหรือเปล่า เอาตามตรงคือถ้าเราลงทุนระยะยาวอยู่แล้วสิ่งนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมาก รู้ไว้เป็นสิ่งที่น่าสนใจเฉยๆครับ

    ส่วนอันนี้คือ list ของที่มาว่าเค้าใช้อะไรเป็นตัวแทนของสินทรัพย์แต่ละหมวด
    Nongold commodities—iShares S&P GSCI Commodity-Indexed Trust GSG
    Gold—SPDR Gold Shares GLD
    Real estate: private—Winans Real Estate Index
    Real estate: public—Morningstar Category average, U.S. real estate funds
    I Bonds—Author’s calculation, based on U.S. Treasury data
    Floating-rate bonds—iShares Floating Rate Bond ETF FLOT
    Short TIPS—iShares 0-5 Year TIPS Bond ETF STIP
    Nontraditional bond funds—Morningstar category average
    TIPS—iShares TIPS Bond ETF TIP
    Systematic trading funds—Morningstar Category average
    Macro trading funds—Morningstar Category average
    Event-driven funds—Morningstar Category average
    Multistrategy funds—Morningstar Category average
    Relative value funds—Morningstar Category average
    Options-trading funds—Morningstar Category average
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไงให้พอร์ตเกษียณไม่พังจากตลาดตก ?

    ทำไงให้พอร์ตเกษียณไม่พังจากตลาดตก ?

    ทำไงให้พอร์ตเกษียณไม่พังจากตลาดตก

    วีดิโอนี้เป็นคำถามต่อเนื่องจากวีดิโอรอบที่แล้วที่พูดถึงการจัดการเงินสำหรับการเกษียณครับ มีคนถามว่าในช่วงเวลาตลาดหุ้นตกรุนแรง เราจะมีวิธีจัดการอย่างไรให้เงินลงทุนของเราไม่พัง

    ผมก็เข้าใจความเป็นห่วงนะ และเดี๋ยวตอบโดยแบ่งคนเป็นช่วงอายุ 3 ช่วง เพราะแต่ละช่วงอายุผมว่าสิ่งที่ควรทำมันไม่เหมือนกัน

    สำหรับคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี
    เอาจริงๆคือยังอยู่ในช่วงที่กำลังสะสมทรัพย์สินอยู่ มีเวลาลงทุนอีกซักพักใหญ่
    ทำให้กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงน้อยสุด
    จะมีเพียงความเสียหายทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลมากหน่อย แต่เป้าหมายของพอร์ตไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าที่จะเกษียณ
    เรื่องสำคัญตอนนี้น่าจะคือการโฟกัสไปยังสิ่งที่เราควบคุมได้ ซึ่งคืออัตราการออม
    ในช่วงที่ตลาดตกรุนแรง อัตราการออมเราเท่าเดิมแต่เราจะซื้อหุ้นได้เยอะขึ้น ถ้าเป็นไปได้เราควรจะเช็คดูว่าเราสามารถเพิ่มอัตราการออมขึ้นอีกได้มั้ย
    อีกอย่างที่ควรทำคือเช็คสัดส่วนการลงทุน (allocation) ของสินทรัพย์ไม่หลุดออกจากเป้าหมายมากนัก การ rebalance ในช่วงนี้ก็จะเป็นเหมือนการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาตกลงมาเยอะกว่า เหมือนอารมณ์ซื้อของถูก

    สำหรับกลุ่มคนอายุ 41 – 55 คือยังไม่เกษียณแต่ใกล้ ๆ ละ
    เรื่องที่เหมือนกับช่วงอายุแรกคือ ยังไงก็ยังให้ความสำคัญ กับอัตราการออม การออมเพิ่มในเวลานี้จะส่งผลไปในอนาคตอีกไกล ถ้าเป็นไปได้ไหนสมมติเราไม่มีภาระอะไร ลองดูว่าเราสามารถเพิ่มอัตราการออมขึ้นอีกได้มั้ย
    ช่วงอายุนี้ สัดส่วน allocation เป็นเรื่องสำคัญสุด ถ้าเป็นไปได้เราควรจะต้องมีสัดส่วนที่มีสมดุลระหว่างสินทรัพย์ปลอดภัยกับเสี่ยงมากขึ้น อาจจะทยอยลดหุ้นไปเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะกลาง ตามอายุที่เข้าใกล้การเกษียณมากขึ้น
    หรือถ้าใกล้ปีเกษียณมากแล้ว อาจจะควรเริ่มมีส่วนที่เป็นเงินสดบ้าง
    โดยรวม หลักสำคัญสำหรับช่วงอายุนี้คือ ”ความสมดุล”
    และสำหรับคนวัยนี้ การวางแผนเกษียณควรจะเป็นเรื่องที่ต้องลงรายละเอียดจริงจังแล้ว เช่น
    ประมาณเงินที่ต้องใช้ เผื่อพวกเรื่องพิเศษด้วยเช่น ซื้อรถใหม่, ซ่อมบ้าน, ฯลฯ
    จะย้ายถิ่นที่อยู่ไหม หรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่ ๆ กับการดำเนินชีวิตมั้ย
    ควรจะถอนเงินมาใช้ด้วยอัตราเท่าไหร่ดี หลังวันที่เราไม่มีรายได้ประจำแล้ว

    สำหรับกลุ่มที่เกษียณอยู่แล้ว (55+)
    สำหรับคนที่เกษียณอยู่ สิ่งที่จะควบคุมได้ก็คืออัตราในการถอนเงินมาใช้
    จากงานวิจัยที่เราศึกษา การที่เราสามารถที่จะมีความยืดหยุ่นในการถอนเงินได้จะทำให้เราได้เปรียบกว่าการถอนแบบคงที่ เช่นถ้าสมมติเป็นช่วงตลาดกำไรดี เราก็อาจจะถอนออกมาใช้เยอะหน่อยได้ และถ้าเป็นช่วงตลาดตก เราก็อาจจะถอนออกมาน้อยหน่อย แต่ก็ต้องสัมพันธ์กับเงินต้นคงเหลือที่จะเพียงพอให้มีสำรองใช้ไปนาน ๆ เช่นกัน
    โดยรวมแล้วเราควรจะพิจารณาปีที่ผ่านมาเต็มปีว่าความเหมาะสมของการถอนคือเท่าไหร่ และอาจจะดูด้วยว่าจะลดออกจากสัดส่วนสินทรัพย์ใด จึงจะเหมาะสมที่สุด (เช่น ปีนี้หุ้นลงทั้งปี แต่ปัจจัยยังดีอยู่ก็อาจขายส่วนหุ้น น้อยหน่อย แต่ไปขายมากขึ้นในส่วนตราสารหนี้แทน เป็นต้น)
    ในพอร์ตควรจะมีเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นความเสี่ยงต่ำไว้ตลอด เพื่อสำรองค่าใช้จ่ายระหว่างทาง และยามฉุกเฉิน

    สุดท้ายที่สำคัญคือ พยายามอย่าติดตามข่าวมากนัก ให้ยึดและเดินตามแผนเกษียณที่วางไว้จะดีกว่า คนที่ติดตามข่าวสารมากไปจะรู้สึกว่าต้องลงมือทำอะไรซักอย่างอยู่ตลอด ซึ่งเป็นอันตรายกับแผนเกษียณมากกว่าจะเป็นเรื่องดี

    ขอให้นึกไว้เสมอว่าเหตุการณ์ตอนนี้ไม่ใช่วันสิ้นโลก เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวและคนเรายังจะพยายามทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นพัฒนาต่อไป

    หวังว่าจะช่วยคลายความกังวลลงได้ มีแนวทางยึดแผนเดิมต่อไป ไม่ต้องคอยซื้อตามข่าวตลาดอยู่ตลอดเวลาครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ลงทุนใน REIT Leasehold ควรจะอายุสัญญาเหลืออย่างน้อยกี่ปี ?

    ลงทุนใน REIT Leasehold ควรจะอายุสัญญาเหลืออย่างน้อยกี่ปี ?

    อันนี้มีคนถามเข้ามา โฟกัสไปที่ REIT ที่เป็น Leasehold ที่มีอายุสัญญาจำกัด

    ลงทุนตอนอายุหลือเยอะๆดีกว่าใช่มั้ย ? ไม่ใช่ครับ

    ควรหลีกเลี่ยงเมื่ออายุสัญญาเหลือกี่ปี ? ไม่เกี่ยวเลยครับ สัญญาเหลือปีเดียวอาจจะดีกว่าก็ได้

    คือเราไม่สามารถสรุปจากปัจจัยอายุสัญญาอย่างเดียวแล้วบอกว่าอะไรหรือไม่ดีได้

    เพื่อให้เห็นภาพ ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะ

    สมมติ REIT เหลืออายุปีเดียว จะปันผลอีก 1 ครั้งเท่านั้น ปันผล 10 บาท แล้วตอนนี้ราคาขายอยู่ 5 บาท คุ้มค่าที่จะซื้อมั้ย ? เป็นการลงทุนที่ผลตอบแทนดีมากมะ ?

    ก็แน่นอนถูกมะ ซื้อ 5 บาทได้ 10 บาทในปีเดียวนี่ 100% เลยนะ สังเกตว่ามันก็ไม่เกี่ยวว่าอายุสัญญาเหลือปีเดียวแปลว่าต้องไม่ดีมะ ?

    หรือกลับกันนะ สมมติอายุสัญญาเหลือ 100 ปีเลย จะปันผลอีก 100 ครั้ง ครั้งละ 1 บาท แล้วราคาขายตอนนี้อยู่ 100 บาท คุ้มมั้ยน่ะ ? เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมะ ?

    ดังนั้นสิ่งที่จะสื่อคือ การลงทุนในอะไรซักอย่างจะดีหรือไม่มันไม่ได้ดูเรื่องเดียวแล้วสรุปน่ะครับ เราไม่สามารถบอกว่าอายุสัญญายาวแปลว่าดีกว่าเสมอมันไม่ได้ไง

    โดยปกติการประเมินว่าลงทุนไปคุ้มมั้ยนี่มันมีอยู่ 3 เรื่องครับ
    ลักษณะ Payoff ที่คาดว่าจะได้ ได้กี่บาท จะปันผลหรือ capital gain ก็แล้วแต่ ได้เมื่อไหร่
    ราคาซื้อที่เราซื้อ
    ความแน่นอนว่า payoff ที่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างที่คาด อย่างเลวร้ายมันจะประมาณไหน
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมกองทุนบางกองถึงปิด ?

    ทำไมกองทุนบางกองถึงปิด ?

    ทำไมกองทุนบางกองถึงปิด ?

    มีคนถามว่าทำไมมันถึงมีเหตุการณ์ที่กองทุนรวมปิดกอง

    คืออันนี้ผมไม่แน่ใจว่าถามถึงปิดกองแบบไหน ปิดกองมันมี 2 แบบ
    ปิดแบบไม่รับเงินลงทุนเพิ่ม แต่กองทุนยังดำเนินการอยู่นะ
    ปิดแบบเลิก คือขายทรัพย์สินคืนเงินให้กับผู้ลงทุน

    ทีนี้คำถามว่าทำไม

    สมมติว่าคนถามหมายถึงปิดกองแบบไม่รับเงินลงทุนเพิ่ม เคสพวกนี้เท่าที่เห็นเกิดไม่ค่อยบ่อย สาเหตุที่เค้าไม่รับเงินลูกค้าเพิ่มเป็นเพราะวิธีการหรือ scope การลงทุนของกองอาจจะรองรับเงินลงทุนได้จำกัด ถ้าเงินเยอะไปอาจจะไม่สามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้จัดการกองทุนเลยปิดไม่รับเพิ่ม เช่นสมมติเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเล็กในตลาดเกิดใหม้เท่านั้นอะไรงี้ ถ้าเงินลงทุนขนาดใหญ่ไปก็อาจจะทำให้ผู้จัดการกองทุนหาโอกาสที่ดีไม่ได้

    ส่วนกรณีที่ปิดแบบเลิก อันนี้ก็ทั่วไปนะ หลักๆก็ไม่มีอะไรมาก คือเค้าเลิกเพราะมันไม่คุ้มจะทำต่อครับ เช่นผลงานลงทุนอาจจะไม่ดี ลูกค้าเลยทยอยถอนเงินลงทุน แล้วก็เลยทำให้ทำไปไม่คุ้มก็เลยประกาศปิดกอง หรืออย่างตอนปีโควิด มันมีกองทุนของ TMB ที่่ประกาศปิดกองเพราะคนตกใจโควิดแห่เทขาย เค้าเกรงว่าการแห่เทขายอย่างเร็วจะทำให้ราคาตราสารหนี้ตกรุนแรงทั้งที่คุณภาพสินทรัพย์ยังดีอยู่ เค้าเลยประกาศปิดกองเพื่อให้มีเวลาทยอยขาย ไม่เกิดความเสียหายต่อผู้ลงทุน แต่เคสส่วนใหญ่ก็คือผลการดำเนินงานไม่ดีแหละ หรือไม่ก็คนไม่สนใจอาจจะเป็นกอง niche จัด ไม่คุ้มทำต่อก็เลยเลิกไป

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมตลาดผันผวนอีกแล้ว ทำไงต่อดี ?

    ทำไมตลาดผันผวนอีกแล้ว ทำไงต่อดี ?

    ทำไมตลาดผันผวนอีกแล้ว ทำไงต่อดี ?

    ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นตก ดูเหมือนมีคนถามเกี่ยวกับสถานการณ์ภาพรวมหลายคน ผมเลยรวบรวมคำถามมาตอบเป็นข้อๆครับ

      ตลาดหุ้นตกเรื่องอะไร ?

    จะบอกว่าเรื่องเดิมกับเมื่อต้นปีครับ ไม่ได้มีอะไรต่างไปในสาระสำคัญ หลักๆคือเริ่มมาจากเงินเฟ้อที่สูงจากความต้องการที่สูงขึ้นพรวดช่วงปลายปี 2021 กับสงครามที่ทำให้ราคาพลังงาน, อาหาร, ค่าแรงสูงขึ้น แล้วก็เลยทำให้ราคาของสินค้าเกือบทุกประเภทสูงขึ้นตาม ทีนี้ธนาคารกลางทั่วโลกก็พยายามขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้ได้อย่างรวดเร็ว Fed ประกาศตั้งแต่แรกว่าเอาจริงนะ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะควบคุมเงินเฟ้อได้ แล้วก็เลยมีความกังวลว่าเศรษฐกิจจะหดตัวจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงอย่างรวดเร็ว

    ถ้าสังเกตก็คือเรื่องเดียวกับตอนต้นปีเป๊ะ

      แล้วมีโอกาสจะเกิดเศรษฐกิจหดตัวมั้ย ?

    ส่วนตัวผมพูดเหมือนเดิมกับต้นปีคือเชื่อว่าน่าจะเกิด เพราะการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็นการลดฝั่งอุปสงค์ของตลาด ดังนั้นถ้าเกิดการบริโภคและการลงทุนลดลงอยู่รุนแรงมากไปก็อาจจะทำให้การเติบโตหลุดไปทางติดลบได้

    และที่ผ่านมาในอดีตเคยมีเหตุการณ์เงินเฟ้อสูง Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงๆเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ในเวลานั้นก็มีเศรษฐกิจหดตัว การว่างงานสูงขึ้น เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว

    แต่ทั้งนี้ไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาถาวรอะไร เพราะอย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่าการหดตัวของเศรษฐกิจลักษณะนี้ ไม่เหมือนวิกฤติที่มาจากการใช้เงินเกินตัว มีการกู้ยืมเงินจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจแล้วเกิดฟองสบู่ ไม่เหมือนปี 2008 ไม่มีธนาคารล้ม และตัวอย่างในอดีตเศรษฐกิจก็ฟื้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน

      แปลว่าตลาดหุ้นจะตกต่ำไปกว่าตอนนี้มั้ย ?

    เป็นไปได้ แต่ผมก็ไม่มีทางรู้หรอกครับ

    อันนี้เป็นคนละประเด็นกับคำถามก่อนหน้าเลย การเดาเศรษฐกิจ ต่อให้เราเดาถูก ไม่ได้แปลว่าเราจะเดาอารมณ์ตลาดถูก

    ซักพักสมมติ เงินเฟ้อลดละ แล้วเศรษฐกิจก็หดตัวตามคาด คำถามคือตลาดหุ้นจะตกมั้ย

    อาจจะตกก็ได้ครับ เพราะในเวลานั้นเศรษฐกิจก็จะหดตัว คนว่างงานเยอะขึ้น ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็จะไม่ดี คนก็อาจจะตกใจว่าเฮ้ยมันจะเศรษฐกิจหดตัวยาวนานมั้ย หุ้นก็อาจจะตกก็ได้ จริงๆอย่างในเวลานี้พวกที่ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเช่นพวกที่เกี่ยวกับบ้านก็ออกมาบอกละว่าเห็นความต้องการหดตัวลง

    หรืออาจจะหุ้นขึ้นก็ได้ครับ เพราะในเวลานั้นเงินเฟ้อลดลง คนก็อาจจะมองว่าปัญหาจะเริ่มจบละ เดี๋ยว Fed ก็น่าจะลดอัตราดอกเบี้ยกลับลงมา ทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่สภาพปกติ ตลาดก็อาจจะดีใจมองข้ามเศรษฐกิจถดถอยชั่วคราวก็ได้

    สิ่งที่ผมแนะนำคืออย่าไปกังวลเลยว่าหุ้นจะตกต่ำไปกว่าตอนนี้มั้ย เอาเป็นว่าคุณดูบริษัทที่คุณชอบ เชื่อมั่นว่าบริษัทจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคต และถ้าราคามันตกต่ำมามากพอแล้ว ซื้อได้ถูกเพียงพอก็คือใช้ได้ ไม่ได้ต้องมานั่งเพ่งพยายามเดาหาจุดต่ำสุด ยังไงก็ไม่มีทางรู้อยู่แล้ว

      ทำไมหุ้นไทยเข้มแข็งจัง ตกน้อยกว่าหุ้นโลก

    ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าให้เดาเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยน่าจะยังดีอยู่นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มเปิดการท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

      เป็นไปได้มั้ยที่เงินเฟ้อจะสูงไปเรื่อยแบบควบคุมไม่ได้ ?

    อันนี้ก็เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ คือต้องเข้าใจว่าเงินเฟ้อคือราคาสินค้าถูกมะ สมมติความต้องการสินค้าถูกกดจนเป็น 0 นะ ไม่มีใครซื้ออะไรทั้งสิ้น ซื้อสินค้าจำเป็นพอชีวิตรอดอย่างเดียว ราคาสินค้าทุกอย่างมันก็ต้องตกฮวบเพราะมันขายไม่ได้ครับ แค่นั้นเอง

    แล้วจริงๆในเวลานี้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เริ่มมีผลนะ เพียงแต่มันจะมีผลกับกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มก่อนเช่นพวกที่เกี่ยวกับบ้าน เพราะพวกนี้ปกติคนซื้อไม่ได้ซื้อเงินสด การขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านสูงขึ้น

    และแน่นอนทำให้ยอดขายบ้านลดลง


    ส่วนการบริโภคในกลุ่มอื่นยังไม่ลง อ้างอิงจาก American Express กับ Bank of America ทั้งคู่พูดไปในทิศทางเดียวกันว่ายอดใช้บัตรเครดิตของผู้บริโภคสูงขึ้นมากกว่าที่คิดมาก โดยเฉพาะท่องเที่ยวนี่ American Express บอกเพิ่มสูงขึ้น +57% เลย

    นอกจากนั้นในเวลานี้ ปัจจัยหลักอื่นที่เป็นตัวหนุนให้เงินเฟ้อสูงแต่แรกก็เริ่มลดลงบ้าง อย่างที่ทราบคือมันมีพลังงาน, อาหาร, ค่าขนส่งกับค่าแรงถูกมะ อาหารนี่ต้นทุนราคาลงละ การขนส่งเช่นกัน ค่าแรงยังเพิ่มขึ้นอยู่แต่อัตราการเพิ่มของค่าแรงก็เริ่มลดลง ส่วนราคาพลังงานยังสูงขึ้นอยู่

    ส่วนที่ยังสูงอยู่คือราคาพลังงานโดยรวม

      ควรจะลงทุนหรือควรจะถือเงินสดรอ หรือควรจะขายหุ้นมั้ย ?

    ตรรกะของเรื่องคือ มันขึ้นกับว่าเราสามารถถือยาวได้มั้ย time frame ในการวัดผลเราคือนานแค่ไหน

    สมมติเราจะวัดผลกันสิ้นปีนี้ ก็ไม่น่าจะควรลงทุนนะ ผมไม่ได้บอกว่าตลาดจะลงแน่นอนหรืออะไร แต่ในเมื่อตอนนี้เงินเฟ้อยังสูง และผมเชื่อว่าเศรษฐกิจต้องมีหดตัว ตลาดก็อาจจะตกใจอีกก็ได้ไง หรือตลาดอาจจะคลายความกังวลแล้วขึ้นก็ได้

    แต่สมมติเราลงทุนระยะยาว งั้นช่วงนี้ก็โอกาสหาหุ้นราคาถูกนี่ ไม่รู้แหละว่าปัญหาจะจบเมื่อไหร่ แต่ปลายทางบริษัทที่มีอำนาจก็จะรอดออกมาและกลับไปทำได้ดีเหมือนเดิม เรามีหน้าที่หาบริษัทแบบนั้นและฉวยโอกาสซื้อตอนที่มันราคาถูกผิดปกติครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • มองหาโอกาสในการลงทุนอย่างไร ?

    มองหาโอกาสในการลงทุนอย่างไร ?

    มีคนถามว่าปกติผมมองหาโอกาสในการลงทุนอย่างไร

    ในฐานะที่เราลงทุนด้วยการเลือกหุ้นรายตัวแบบ Active เนี่ย จุดมุ่งหมายของเราคือทำไงให้ได้ผลตอบที่ดีกว่าสิ่งที่ทำได้จากการลงทุนกองทุน passive

    คำถามต่อมาคืออะไรที่จะทำให้เรามีโอกาสตัดสินใจได้ผลลัพธ์ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดล่ะ แน่นอนโชคมีผลครับ แต่ถ้าจะให้ทำได้ดีกว่าอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโชคอย่างเดียวอาจจะไม่พอ

    ถ้าเราอยากให้ผลลัพธ์ของเราแตกต่างจากค่าเฉลี่ยของตลาด (ไม่ว่าจะแย่กว่าหรือดีกว่า) เราก็ต้องมีการตัดสินใจที่แตกต่างจากคนอื่น และการที่เราจะตัดสินใจแตกต่างจากคนอื่นโดยปกติก็จะมาจากการที่เรามีมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่น

    สิ่งที่ผมพบก็คือว่าทุกคนสามารถไปลงคอร์สบัญชีหรือการเงิน สอบ CFA อ่านหนังสือเยอะๆ หรือสะสมความรู้เกี่ยวกับการลงทุนได้เหมือนกันหมด แต่จะมีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่สุดท้ายจะมีมุมมองที่แตกต่างไปจากคนอื่น แล้วทำให้การตัดสินใจได้แตกต่างจากคนอื่น และจึงจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าคนอื่น สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างนั้นคือความสามารถในการคิดสองชั้น

    Terms นี้ผมต้องให้เครดิตนิดนึงว่าผมเอาคำเรียกกระบวนการคิดแบบนี้มาจาก Howard Marks นะครับ

    อะไรคือการคิดสองชั้น ?

    การคิดสองชั้น พูดง่ายๆคือการคิดไปไกลกว่าตลาดอีกขั้นนึง เป็นการมองข้ามช็อต เช่น

    Ex.1
    คิดชั้นเดียวบอก “Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจต้องไม่ดีแน่ ขายหุ้นดีกว่า”
    ความคิดสองชั้นบอก “ปีหน้าเศรษฐกิจอาจจะไม่ดี แต่มันไม่ใช่ว่าจะไม่ดีตลอดไปนี่ เพราะ Fed ก็ไม่ได้จะขึ้นดอกเบี้ยเรื่อยๆไม่มีเหตุผล ถ้าคนจะแห่ตกใจขายแบบนี้ได้เวลาซื้อของถูกละ ควรจะมองมันเป็นโอกาสนะ”

    Ex.2
    คิดชั้นเดียวบอก “หุ้น Semiconductor นี้ไม่ดี ผลิตเยอะเกินความจำเป็น กำไรต้องหดแน่นอน ขายๆ”
    การคิดสองชั้นบอก “หุ้น Semiconductor ตอนนี้อาจจะไม่ดี ดูเหมือนตอนนี้ผลิตเยอะเกินจริง แต่ทุกคนรู้หมด มีแต่คนแห่กันขาย ในอนาคตอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์มีแต่ความต้องการจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้อาจเป็นโอกาสดีที่จะซื้อธุรกิจที่แนวโน้มเติบโตดีในอนาคตในราคาถูก ควรจะเริ่มมองหาโอกาสซื้อนะ”

    Ex.3
    คิดชั้นเดียวบอก “ภาคอสังหาจีนดูมีปัญหา หุ้นจีนไม่ดีๆ เป็นปัญหา”
    ความคิดสองชั้นบอก “ภาคอสังหาจีนมีปัญหาจริง แต่ไม่ใช่มันจะไม่ดีทั้งประเทศ ถ้าตลาดตกใจเกินเหตุอาจจะหาโอกาสที่ดีได้ เราก็มองไปหาธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบสิ”

    จะสังเกตว่าการคิดชั้นเดียวมันตรงไปตรงมา ใครๆก็สามารถทำได้ ทุกคนพูดถึงเหมือนๆกันหมด ส่วนการคิดสองชั้นมันจะซับซ้อนมากขึ้น ต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ถามคำถามเยอะขึ้น เช่น

    แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจะออกมาหน้าตาแบบไหนได้บ้าง
    ในความเห็นเรา เราเชื่อว่าบริษัทจะทำได้ดีหรือไม่ดี
    ทำไมเราถึงเชื่อแบบนั้น มีหลักฐานอะไรสนับสนุนบ้าง
    แล้วความเห็นส่วนใหญ่คิดว่ายังไง
    ความคิดเห็นเราต่างจากของคนส่วนใหญ่มั้ย อย่างไร เพราะอะไร
    สภาวะจิตของตลาดช่วงนั้นผิดปกติหรือเปล่า คนกำลังตื่นเต้นหรือตกใจมากเกินไปหรือไม่
    แล้วถ้าเกิดเราคาดการณ์ถูก จะเกิดอะไรขึ้น เราทำกำไรอะไรได้มั้ยจากเรื่องนี้

    จะเห็นว่า มันเหมือนเวลาเล่นหมากรุกแล้วมองหมากต่อไปข้างหน้าด้วยไม่ใช่แค่หมากตาที่เล่นอยู่เท่านั้น มันจะเป็นเหมือนการลงทุนที่เราคิดไปไกลกว่าสิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญกันอยู่ แล้วลงทุนดักทางไว้ล่วงหน้าก่อนที่คนอื่นจะนึกทัน

    และข่าวดีคือ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบทำอะไรยากๆ ดังนั้นส่วนใหญ่จะอยู่แค่คิดชั้นเดียว การที่มีคนคิดชั้นเดียวเยอะๆ ทำให้คนที่คิดสองชั้นทำกำไรได้เยอะขึ้นมีโอกาสมากขึ้น ดังนั้นสรุปง่ายๆ ถ้าเราจะมีผลลัพธ์ลงทุนกำไรเยอะๆ เราก็ต้องหัดเป็นพวกที่คิดสองชั้นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี