โดยรวมเค้าก็พูดเหมือนกันคือ ถ้าเงินเฟ้อยังสูงต่อเนื่องไปเรื่อย ก็อาจจะทำให้มีเศรษฐกิจโลกหดตัวรุนแรงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา สำหรับคนที่สนใจอ่านรายงานตัวเต็มของ World Bank ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://openknowledge.worldbank.org/bitstream/handle/10986/37224/9781464818431.pdf
ซึ่งประเด็นเรื่องนี้ก็ดูเหมือนหลังๆรัฐบาลจีนจะออกมาพูดไปในทางสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีละ
บวกกับว่าผมรู้สึกว่าประเทศจีนเองเทคโนโลยีเค้าก็ไม่ห่วยนะ Huawei จริงๆก็ชนะใน 5G หรืออย่างโดรนที่ดังก็เป็น Dji ของจีนอีก EV ก็ดูจะเป็นผู้นำเพราะรัฐบาลสนับสนุนมาก พวก AI face recognition ก็ดูจะทำได้ดีมาก
และอันนี้แสดงตัวการเติบโตของรายได้กับอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มร้านอาหารใน US จะเห็นว่าทั้งหมดรายได้สูงขึ้นแหละ แต่ส่วนใหญ่เจอปัญหาว่าต้นทุนกับค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเร็วกว่าซะจนอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานหดตัวลง
แถมสิ่งที่ดีไปกว่านั้นคือปกติพวกกองทุนแบบ hedge fund ค่าธรรมเนียมมันแพงด้วยเช่น 2% ในขณะที่กองทุนแบบเลียนแบบพวกนี้ก็จะค่าธรรมเนียมต่ำกว่า
เพื่อเป็นการพิสูจน์คอนเซปต์ เค้าก็เอา ETF ที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้มาเทียบกับ benchmark ดูว่าสรุปแล้วมันได้ผลหรือเปล่า ซึ่งมี ETF ดังนี้
The Global X Guru Index ETF (GURU)
The AlphaClone Alternative Alpha ETF (ALFA)
The Goldman Sachs Hedge Industry VIP ETF (GVIP)
The Motley Fool 100 ETF (TMFC)
The Global X Guru Index ETF (GURU)
เท่าที่ดูแบบนี้คือสู้ไม่ได้นะ ข้อมูลบนเวปก็บอกชัดอยู่ว่า Sharpe ratio ต่ำกว่า และผลตอบแทนจริงๆก็สู้ S&P 500 Total Return ไม่ได้
The AlphaClone Alternative Alpha ETF (ALFA)
อันนี้ก็ผลตอบแทนแพ้เช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องความเสี่ยงไม่ได้มีบอกไว้บนเวป ทีมเราเลยดึงข้อมูลจาก Bloomberg Terminal ได้ความว่า Annualized Volatility ของ AlphaClone Alternative Alpha ETF ตั้งแต่จัดตั้งเท่ากับ 20.85% เทียบกับของ S&P 500 Total Return Index ในช่วงเวลาเดียวกันที่ 16.68% ดังนั้นถ้าดูประกอบกับผลตอบแทนที่แย่กว่าก็สรุปได้ว่าแพ้แน่นอน และ Sharpe Ratio ต่ำกว่าแน่นอนเพราะผลตอบแทนต่ำกว่าในขณะที่ความผันผวนสูงกว่า
The Goldman Sachs Hedge Industry VIP ETF (GVIP)
อันนี้ดูดีขึ้นมาหน่อย ผลตอบแทนโดยรวมจนถึงปัจจุบันแพ้อยู่เล็กน้อย แต่เท่าที่เห็นคือมีช่วงที่ชนะ S&P 500 Total Return อยู่ซักพักใหญ่ เพิ่งตกลงมารุนแรงกว่าจนผลตอบแทนเท่าๆกันเมื่อช่วงหลังมานี้
ส่วนเรื่องความผันผวน ข้อมูลจาก Bloomberg Terminal ได้ความว่า Annualized Volatility ของ The Goldman Sachs Hedge Industry VIP ETF ตั้งแต่จัดตั้งเท่ากับ 21.96% เทียบกับของ S&P 500 Total Return Index ในช่วงเวลาเดียวกันที่ 19.12% ก็คือผันผวนมากกว่าด้วย
The Motley Fool 100 ETF (TMFC)
3 อันด้านบนนั้นเป็นกองที่เอาไอเดียจากหลาย Hedge fund รวมกัน ส่วนอันนี้ต่างออกไปหน่อยคือเอาหุ้น US ใหญ่สุด 100 บริษัทที่ถูกแนะนำโดย The Motley Fool
อันนี้ชนะดัชนี ผลตอบแทนต่อปีห่างพอสมควรด้วย แต่อย่างไรก็ดีเป็นกองค่อนข้างใหม่เพิ่งตั้งเมื่อ 2018 เท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องความเสี่ยง ก็ต้องคำนวณเองเช่นกัน Annualized Volatility ของ The Motley Fool 100 ETF ตั้งแต่จัดตั้งเท่ากับ 23.44% เทียบกับของ S&P 500 Total Return Index ในช่วงเวลาเดียวกันที่ 21.38% ความผันผวนสูงกว่า ส่วน Sharpe Ratio ช่วง 5 ปีของ The Motley Fool 100 ETF อยู่ที่ 0.82 และของ S&P 500 Total Return Index อยู่ที่ 0.72 ดังนั้นดูเหมือนกองทุนนี้จะทำได้ดีอยู่นะ
เอาจริงๆผมเห็นข่าวก็ตกใจเหมือนกันนะ เพราะเมื่อปีที่แล้วปลายปีเรายังเห็นข่าวว่า GDP เติบโตอยู่เลย แล้วบวกกับปีนี้ต้นปีก็เป็นช่วงที่คนคลายความกังวลเรื่องโอมิครอนด้วยดังนั้นการบริโภคการใช้เงินก็ควรจะอยู่ในช่วงฟื้นตัว ข่าวเรื่องการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอเมริกาตัวเลขก็ยังดีอยู่นี่หว่า อะไรมันจะกลับทิศเร็วขนาดนั้น ถ้าเป็นจริงก็น่าตกใจมากอยู่นะ
ผมเลยไปตามหาที่มาของตัวเลขว่ามาจากไหน แล้วก็พบว่ามันเป็นตัวเลขประกาศโดย Bureau of Economic Analysis เป็นหน่วยงานของรัฐบาลแหละ
สิ่งที่เจอคือ
1. ที่บอก -1.4% นั่นคือตัวเลข Real GDP growth ไม่ใช่ GDP growth ตัวเลข GDP จริงๆเติบโตแหละ แต่เงินเฟ้อมันสูงถึง 8% เลยทำให้ Real GDP ติดลบ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าดีนะ แต่ดีขึ้นกว่าบอกว่าการเติบโตของ GDP ติดลบ
2. ถ้าไปดูแยกย่อยในรายละเอียดก็จะเห็นว่า
a. Private inventory investment ลดลง
b. Net exports ลดลง
c. Government spending ลดลง
d. Personal consumption expenditure สูงขึ้น
e. Private fixed investment โดยเฉพาะ Equipment สูงขึ้น
f. Inflation สูงจัด
เราก็ไปเจอว่ามีคนทำ study เรื่องนี้เหมือนกัน อันนี้กราฟของ Schroders ครับ เป็นกราฟที่แสดงผลตอบแทนของหุ้นใน US แบ่งตามกลุ่มธุรกิจในช่วงที่มีเงินเฟ้อสูงหรือช่วงที่เงินเฟ้อกำลังสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1973-2020
แกน X แสดงว่ามีช่วงที่ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อเป็นกี่ % ของทั้งหมด หรือก็คือวัดว่าธุรกิจกลุ่มนั้นชนะเงินเฟ้อสูงบ่อยแค่ไหน
ส่วนแกน Y วัดผลตอบแทนว่าผลตอบแทนเทียบกับเงินเฟ้อเป็นเท่าไหร่
ผลคือกลุ่มธุรกิจ Energy ที่่รวมพวกที่ทำเกี่ยวน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทำได้ดีมาก ทั้งในแง่ว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะและชนะเป็น % ที่สูง ซึ่งอันนี้ก็น่าจะเข้าใจได้เพราะที่ผ่านมาเวลาที่เงินเฟ้อสูงมันมักจะมาจากสาเหตุคือต้นทุนพลังงานที่สูง ดังนั้นกลุ่มธุรกิจนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก