Blog

  • DCA (Dollar Cost Averaging) การลงทุนถัวเฉลี่ยต้นทุนคืออะไร

    DCA เป็นอีกหนึ่งวิธีการลงทุนที่หลายคนใช้อยู่ หากเราเข้าไปในธนาคาร อาจเคยได้ยินเจ้าหน้าที่ธนาคารชักชวนให้เราเจียดเงินทุกเดือนเท่าๆ กันซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งหรือกองทุนที่ลงทุนในหุ้น วิธีการนี้เรียกว่า DCA หรือ Dollar Cost Averaging หรือภาษาไทยคือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย

    วิธีการนี้เป็นอย่างไร มีผลดีผลเสียอย่างไร เหมาะหรือไม่เหมาะกับใคร ลองรับชมกันได้เลยครับ

  • อัพเดต – Lookers (ครั้งที่ 2)

    As of Feb 13, 2018                        ราคาอยู่ที่ 87.05p

    ผมเคยเขียนเกี่ยวกับหุ้นบริษัทนี้ไปเมื่อ July 8, 2017  http://www.adisonc.com/stock-in-my-focus-lookers/

    ตอนนั้นก็ว่าน่าสนใจแล้ว  ตอนนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีกเพราะราคาถูกลงไปกว่าช่วงนั้นอีกพอสมควร  จากตอนผมเขียนถึงมันราคา 116.25p  ตอนนี้ราคาถูกลงมากว่าตอนนั้น -23% ได้

    ความเดิมตอนที่แล้ว

    บริษัทนี้ราคาตกรุนแรงด้วยความกังวลว่ายอดขายรถจะตกเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยรวม  รวมถึงความกังวลเรื่อง Brexit ด้วย

    มาถึงตอนนี้

    ยอดขายรถใหม่ในอังกฤษก็ตกตามที่คนคาดไว้  โดยรวมทั้งปี 2017 เทียบกับปี 2016 จำนวนรถใหม่ที่ขายลดลง -5.7%  และล่าสุดถ้าเทียบเดือนมกราคมปี 2018 เทียบกับ มกราคมปี 2017  จำนวนรถใหม่ที่ขายลดลง -6.3%  ที่มาไปดูได้ที่  https://www.smmt.co.uk/vehicle-data/

    เข้าใจว่าเลยเป็นเหตุให้ราคาหุ้นตกลงไปอีก

    แล้วผมว่าไง

    ตื่นเต้นดีใจเลยแหละ  และซื้อหุ้นบริษัทนี้เพิ่มไปแล้วด้วย

    ที่น่าสนใจคือ  เมื่อเดือนกันยายน 2017  บริษัท Lookers ออกมาบอกว่ายอดขายเค้าเพิ่มขึ้นด้วยทั้งรถใหม่และรถมือสอง  เพิ่มขึ้นทั้งจากยอดขายดีลเลอร์เดิมที่ตัวเองเป็นเจ้าของอยู่แล้วและเพิ่มจากดีลเลอร์ใหม่ที่บริษัทไปซื้อกิจการมา  ในขณะที่ ณ เดือนกันยายน 2017 ยอดขายรถใหม่ของทั้งอุตสาหกรรมตกอยู่ -3.9%

    แต่ยังไงก็ดีผมเชื่อว่าถ้ายอดขายรถตกทั้งอุตสาหกรรม  ยังไงบริษัทนี้ก็ไม่รอด  มันต้องมีผลกระทบบ้างอยู่แล้ว

    ประเด็นสำคัญคือราคามันถูกเหลือเกิน  อย่างตอนนี้มันราคา 89p ใช่มั้ยครับ  แค่กำไรต่อหุ้นของครึ่งปี 2017 ก็ 9.07p ละ  แปลว่าเฉพาะผลกำไรครึ่งปี  อัตราส่วนกำไรต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้นก็ 10.11% ละ  ถ้ากะเอาหยาบๆว่าทั้งปี 2017 กำไรเป็นประมาณ 18p (เดาเอาจาก 9.07 คูณ 2 ตรงๆ)  อัตราส่วนกำไรต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้นก็เป็น 20.22%  หรือก็คือ P/E บริษัทนี้อยู่ 4.94 เท่าแค่นั้นเอง

    สมมติยอดขายรถตก  เรากะเอาแบบเผื่อๆเลย  เอาว่ากำไรปี 2018 ทั้งปีทำได้แค่เท่ากับปี 2017 ครึ่งปี  ซึ่งคือ 9.07p  ด้วยราคานี้ที่ 89p  มันก็ถูกมากอยู่ดี  (P/E อยู่ 9.81)

  • อัพเดท – Dignity (ครั้งที่ 2)

    As of Feb 13, 2018                        ราคาอยู่ที่ 783.70p

     

    ผมเคยเขียนเกี่ยวกับ Dignity Plc ไปเมื่อ December 2, 2017  http://www.adisonc.com/stock-in-my-focus-dignity/

    ตอนนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีกเพราะราคาถูกลงไปอีกเยอะเลย  จากตอนผมเขียนถึงครั้งที่แล้วราคา 1,624p  ตอนนี้ราคาตกลงมาอีก -48% ได้  เลยต้องมาเขียนถึงเพิ่มเติมอัพเดทซักหน่อย

    ความเดิมตอนที่แล้ว

    หลักๆเลยสาเหตุที่ทำให้หุ้นบริษัทนี้ราคาตก  เป็นเพราะความกังวลเรื่องการแข่งขัน  ซึ่งทางผู้บริหารของบริษัทเป็นคนออกมาพูดเองเลยว่ามีคู่แข่งเข้ามาตัดราคาเยอะขึ้น

    มาถึงตอนนี้

    ผลประกอบการทั้งปี 2017 ออกมาไม่มีปัญหาอะไร  แต่สิ่งที่คนตกใจคือเมื่อตอนเดือนมกราคม  บริษัท Dignity ประกาศว่าปี 2018 จะมีการลดราคาค่าบริการจัดงานศพแบบประเภทพื้นฐานลงประมาณ 25% (ซึ่งถือว่าลดราคาเยอะอยู่นะ)  และ จะไม่เพิ่มราคาค่าบริการจัดงานศพแบบเต็มรูป (งานประเพณีดั้งเดิม)

    ทางบริษัทแจ้งชัดเจนเลยว่าด้วยผลจากการปรับราคาที่ลดลงเพื่อแข่งขันในตลาด  ยังไงผลประกอบการปี 2018 คาดการณ์ว่าจะไม่ดีอย่างที่คาดกันไว้แต่แรก

    ลองไปอ่านเพิ่มเติมดูเองได้ที่  https://www.dignityfunerals.co.uk/corporate/investors/news/press-releases/2018-01-19/1077/pre-close-trading-update-and-market-positioning/

    แล้วผมว่าไง

    ตื่นเต้นดีใจเลยแหละ  เสียดายคือได้ซื้อไปบ้างแล้ว  เลยซื้อเพิ่มไปอีกครับ

    หลักๆเลยคือผมคิดว่าคนตกใจรุนแรงเกินเหตุ  และราคาตอนนี้มันถูกเกินไป

    1. รายได้จากงานศพแบบพื้นฐาน คิดเป็นแค่ 20% ของรายได้จากธุรกิจรับจัดงานศพที่บริษัทจัดทั้งหมด  ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่ได้ใหญ่อะไรนัก  ราคาที่ลดลง 25% แน่นอนทำให้กำไรน้อยลง  แต่ก็อาจจะไม่ได้หายไปหมดซะทีเดียวเพราะด้วยราคาที่ลดลงก็เชื่อว่าจะขายได้ปริมาณมากขึ้น
    2. ราคาตอนนี้มันถูกเหลือเกิน กำไรครึ่งปีของ 2017 อยู่ที่ 5p  เนื่องจากเต็มปียังไม่ออกเราลองประมาณดูก่อนสมมติว่าคูณสอง  กำไรเต็มปี 2017 น่าจะอยู่ที่ 145p  ด้วยราคาตอนนี้อัตราส่วนกำไรต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้นจะเป็น 18.5%

    สมมติให้ปี 2018 ทั้งปีกำไรหดลง  เหลือแค่เท่ากับครึ่งเดียวของปี 2017  ก็คือ 72.5p  ด้วยราคาตอนนี้อัตราส่วนกำไรต่อหุ้นที่กะว่าลดแล้วเทียบกับราคาหุ้นจะเป็น 9.25%  หรือคิดเป็น P/E 10.81 เท่า  ซึ่งแปลว่าคิดแบบหยาบๆไม่ต้องทำ projection ประมาณการณ์อะไรซับซ้อน  ด้วยราคานี้ต่อให้ปีหน้ากำไรบริษัทตกลงครึ่งนึงมันก็ยังถูกมากเลย

  • หุ้นที่ผมสนใจ – WPP

     

    As of February 7, 2018                ราคาหุ้นอยู่ 1,237.98 p

    บริษัทนี้คนแวดวงสื่อโฆษณาต้องรู้จัก  กลุ่มบริษัท WPP เป็นผู้ให้บริการด้านสื่อสารการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก  และช่วงที่ผ่านมานี้ราคาตกรุนแรงทีเดียวจนเริ่มน่าสนใจ  วันนี้ผมเลยมาพูดถึงให้รู้จักไว้ครับ

    wpp-our-9-billion-dollar-brand

    ลักษณะธุรกิจ

    บริษัทนี้เริ่มต้นใน 1986 ทำธุรกิจให้บริการทำการตลาดแบบ Below-the-line  ถายหลังขยายไปทำทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการตลาด

    ปัจจุบัน WPP เป็นกลุ่มบริษัทที่ให้บริการด้านสื่อสารการตลาดให้กับลูกค้าทั่วโลก  มีบริษัทลูกที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมด้านต่างๆที่ผมเชื่อว่าคนทำงานสายงานนี้ต้องรู้จักแน่นอน  เช่น

    • กลุ่มออกแบบโฆษณา เช่น Ogilvy & Mather, Y&R, J. Walter Thompson
    • กลุ่มวางแผนซื้อสื่อโฆษณา เช่น Mindshare, Maxus, Mediacom
    • กลุ่มวิจัยการตลาด เช่น Milward Brown, TNS
    • กลุ่ม PR ประชาสัมพันธ์ เช่น Burson-Marsteller, Cohn & Wolfe
    • กลุ่มการตลาดตรง, ดิจิตัล เช่น Wunderman

     

    แล้วที่ผ่านมาเป็นไง

    ช่วง 10 ปีที่ผ่านบริษัทนี้ก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆจากการควบรวมกิจการและจากการเติบโตของเศรษฐกิจ  มีช่วงที่ผลประกอบการแย่ลงบ้างอย่างช่วงปีหลังวิกฤติ 2008 ในอเมริกา  แต่นั่นมันก็ค่อนข้างปกติเพราะช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีลูกค้าก็จะลดการโฆษณาลง

    สาเหตุที่บริษัทนี้ทำได้ดีอย่างสม่าเสมอผมเชื่อว่ามาจากเรื่องชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของบริษัทลูกและการที่บริษัทมีการลงทุนเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง  ยิ่งถ้าบริษัทได้งานจากลูกค้าขนาดใหญ่ทำโปรเจคใหญ่บริษัทก็ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ  อย่างลูกค้ากลุ่มที่เป็นบริษัทใหญ่ๆใน Fortune 500 เวลาเปิดให้คนเข้ามาเสนองานเค้าก็จะให้ไม่กี่เจ้าเข้ามาแข่ง  และส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว  ดังนั้นบริษัทที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วเคยรับงานขนาดใหญ่อยู่แล้วก็จะได้เปรียบ

    ในช่วง 10 ปีที่ผ่านโดยรวมแล้วนอกเหนือจากยอดขายที่สูงขึ้นแล้ว  บริษัทยังสามารถขยายอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (Profit before interest and tax) ได้ด้วย  เข้าใจว่ามาจากการรวบพวกแผนกงานหลังบ้านต่างๆเช่นบัญชีการเงินมารวมกันอยู่ที่สำนักงานใหญ่จุดเดียวทำให้ประหยัดมากขึ้น  คุณ CEO (Sir Martin Sorrell) ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการควบคุมพวกเรื่องค่าใช้จ่ายการบริหารต่างๆ  ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมาก

     

    ทำไมตอนนี้ถึงน่าสนใจ

    ราคาหุ้นตกต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้วปี 2017 ละ  ตกจากแถว 1,900p ลงมาตอนนี้อยู่แถว 1,300p

    สาเหตุหลักน่าจะมาจากเรื่องต่างๆต่อไปนี้

    1. ยอดขายต่ำลงถ้าไม่นับส่วนเพิ่มจากการควบรวมกิจการ หลักๆเลยมาจากทางโซนฝั่งอเมริกาที่ยอดขายต่ำลงเกือบ 5% ได้
    2. คนกังวลว่าจะโดน Google กับ Facebook เข้ามาแข่ง เพราะปัจจุบัน Google กับ Facebook มีความพยายามสร้างเครื่องมือให้คนที่จะโฆษณาสามารถจัดการการซื้อสื่อหรือโฆษณาได้ด้วยตัวเอง
    3. งบโฆษณาการตลาดเทไปทางดิจิตัลกับออนไลน์มากขึ้น และบริษัทที่เป็นพวกที่ปรึกษาด้าน IT อย่าง Accenture, Deloitte, IBM กับ PwC เข้ามาแข่ง

    สำหรับเรื่องบริษัทลูกค้าลดการใช้จ่ายด้านโฆษณาหรือปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆผมไม่ค่อยห่วง  เพราะเรื่องแบบนี้มันมีขึ้นลงเป็นระยะอยู่แล้วตามปกติ  ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจโลกเติบโต GDP กำลังซื้อคนเพิ่มขึ้นแทบจะทุกทวีป  มันต้องทำให้บริษัทลูกค้าต่างๆเพิ่มการใช้จ่ายด้านโฆษณาการตลาดแน่นอนอยู่แล้ว

    ส่วนเรื่อง Google กับ Facebook กับการที่คนย้ายไปดิจิตัลมากขึ้นทำให้การซื้อสื่อทำได้ง่ายขึ้นคนจัดการด้วยตัวเองได้มากขึ้นก็จริง  แต่ด้วยการแข่งขันสุดท้ายมันก็ไม่ใช่วัดกันแค่ซื้อสื่อหรือเลือกคียเวิร์ดอย่างเดียว  มันแข่งกันด้วยความคิดสร้างสรรค์การออกแบบวิธีการสื่อสารไอเดียให้น่าสนใจด้วย  และนี่คือมูลค่าเพิ่มที่บริษัทในกลุ่ม WPP ทำได้  ยกตัวอย่างเช่น ad ที่ขึ้นมาไม่กี่วินาทีของ Youtube เป็นต้น  แค่ไปจ่ายเงินให้ Google เอาเวลาโฆษณานี่ใครๆก็ทำได้  แต่การที่จะใส่ไอเดียลงไปในเวลาสั้นมากๆให้เกิดผลลัพธ์ขายของได้มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

    คู่แข่งใหม่จากฝั่งบริษัทที่ปรึกษา IT พวก Accenture, Deloitte, IBM กับ PwC  ในอนาคตไม่แน่  แต่ในเวลาสั้นๆก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเรื่องความสร้างสรรค์มาแข่งกับบริษัทในกลุ่ม WPP ที่ทำพวกเรื่องงาน Creative และเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมานานได้  เพราะว่าของพวกนี้มันสร้างด้วยไอเดียคนซะเยอะ  แต่บริษัทกลุ่มที่ปรึกษา IT โดยรากฐานคือมาจากการสร้างและจัดการระบบให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดลดต้นทุน  เน้น Efficiency ไม่ใช่ Creativity

    ดังนั้นโดยสรุปผมเชื่อว่าบริษัทอย่าง WPP ที่ปัจจุบันก็โฟกัสไปที่การทำตลาดดิจิตัลมากขึ้น  จะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคตอีกนาน  และด้วยเหตุผลว่าคนตกใจราคาตกลงมารุนแรง  หุ้น WPP ก็เลยเป็นอะไรที่ผมให้ความสนใจมากในเวลานี้ครับ

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 13 – ตัดปัญหาเรื่องวินัย ซื้อกองทุนรวมแบบอัตโนมัติ

    discipline-is-the-bridge-between-goals-and-accomplishment

    ปัญหาหลักอันดับหนึ่งที่ทำให้คนเงินไม่พอตอนเกษียณก็คือไม่ได้ออมเนี่ยแหละ แล้วสาเหตุที่คนไม่ได้ออมส่วนใหญ่ผมพบว่ามันเป็นเรื่องของการขาดวินัย บางคนใช้จ่ายเพลินควบคุมตัวเองไม่ได้ วางแผนไว้บางทีก็ยังมีหลุด ข่าวดีคือปัจจุบันมันมีวิธีแก้แล้วครับ นั่นคือการให้บริษัทจัดการลงทุนตัดบัญชีเราไปลงทุนให้แบบอัตโนมัติไปเลย
    นึกถึงความง่ายดายในการสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครับ เวลาเงินเดือนออกบริษัทที่เค้าจะหักเงินส่วนหนึ่งสมทบเข้ากองทุนทุกเดือนใช่มั้ย เราไม่ต้องทำอะไรเลยไม่มีความยุ่งยากใดๆทั้งสิ้น ไอเดียมันแบบนั้นเลยเพียงแต่คราวนี้เราเป็นคนไปบอกกับบริษัทจัดการกองทุนที่เราชอบด้วยตัวเอง แล้วอนุญาตให้เค้าหักเงินเราจากบัญชีธนาคารเลย
    สิ่งที่มันยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการลงทุนอัตโนมัติคือ

    1. แก้ปัญหาเรื่องวินัย

    ซึ่งตรงนี้หลายคนมีปัญหาทั้งที่รู้ว่าการออมสำคัญและเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่บางทีมันคุมสติไม่อยู่ไงเผลอใช้เงินนู่นนี่ไปก่อนทำให้เหลือเงินไว้ออมไม่พอกับเป้าหมาย ซึ่งมันก็ไม่ผิด เราแค่ต้องยอมรับกับตัวเองว่าเราขาดวินัยและถ้าปล่อยให้ออมไม่พอไปเรื่อยๆเราจะมีปัญหาในอนาคต แล้วใช้เครื่องมือนี้ช่วยบังคับตัวเองไปเลย

    2. ตัดปัญหาเรื่องการกะจังหวะ

    หลายคนที่ซื้อกองทุนรวมติดความรู้สึกว่าจะต้องกะจังหวะซื้ออะไรซักอย่าง เอาจริงๆคือยังไงเราก็กะไม่ถูกดังนั้นไม่ต้องเสียเวลาเลยดีกว่า

    3. มักจะได้ถูกกว่าคนซื้อปลายปี

    คนส่วนใหญ่มันจะรอซื้อ LTF, RMF ตอนช่วงปลายปี ช่วงนั้นพอคนแห่ซื้อกันเยอะๆหน่วยลงทุนมันก็เลยมักจะแพง ส่วเราถ้าซื้อเฉลี่ยเท่ากันทุกๆเดือนแนวโน้มคือเราจะได้มาที่ราคาถูกกว่า

    แล้วถ้าสนใจต้องทำอย่างไร
    1. ศึกษาหากองทุนที่เราชอบ

    เลือกก่อนว่าจะไปลงทุนกองไหนดี เลือกได้มากกว่าหนึ่ง

    2. ติดต่อบริษัทจัดการกองทุนนั้น

    เปิดเวปเค้าหรือโทรเข้าไปก็ได้ครับ แล้วบอกเค้าเลยว่าต้องการจะลงทุนซื้อหน่วยลงทุนแบบประจำ ถามเค้าว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง ผมเข้าใจว่ามีบริการแบบนี้ทุกบริษัทแหละ

    3. กรอกแบบฟอร์ม

    โดยปกติก็ให้รายละเอียดที่จำเป็นให้เค้านั่นแหละ ระบุชื่อกองทุนรวมที่จะให้ซื้อ, ข้อมูลตัวเรา, สั่งซื้อเป็นเงินเท่าไหร่, ซื้อทุกเดือนมั้ยหรือทุกสามเดือนหรือยังไง, ซื้อวันที่เท่าไหร่, หักเงินจากบัญชีธนาคารไหนเลขบัญชีอะไร ประมาณนี้

    แนะนำอยู่อย่างนึงสำหรับคนที่ทำงานประจำคือ ให้เค้าตัดเงินวันที่เงินเดือนออกเลยครับ จะได้ชัวร์ว่าจะมีเงินอยู่ในบัญชีแน่นอนและเราจะได้กันเงินสส่วนหนึ่งไว้ออมแน่นอน ทำเพื่ออนาคตเราก่อนครับ

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 12 – ประเมินกองทุนที่เราลงทุนอยู่

    dogbert-investment

    ถึงแม้ว่าผมก็ไม่ค่อยถนัดหัวข้อนี้เพราะปกติลงทุนในหุ้นเลือกด้วยตัวเองมาโดยตลอด  แต่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวนี้คนที่ลงทุนอยู่ในกองทุนรวมมีเยอะมาก  กองทุนรวมเองก็มีหลายกองมาก  และหลายคนเลือกกองทุนจากที่คนของธนาคารแนะนำโดยไม่ได้มีโอกาสเปรียบเทียบอะไรเลย  วันนี้เราพูดถึงไอเดียในการประเมินกองทุนรวมกันครับ

    ก่อนเริ่มต้องอธิบายนิดนึงว่าการประเมินกองทุนรวมเป็นอะไรที่ยากมาก  ยากกว่าประเมินหุ้นแน่นอน  เพราะอย่างหุ้นนี่คือเราพิจารณาตัวธุรกิจเป็นหลัก  มันเห็นภาพได้จากลักษณะธุรกิจที่เค้าทำแนวโน้มต่างๆนู่นนี่  แต่กองทุนรวมมันคือเราเอาเงินไปฝากให้คนอื่นบริหาร  แล้วคนอื่นคนนั้นถึงไปลงทุนจริงอีกที  ซึ่งเค้าจะไปลงทุนเท่าไหร่อย่างไรเรารู้แค่คร่าวๆเท่านั้นจากนโยบายการลงทุนที่เค้าประกาศ  แถมคนบริหารที่เป็นคนตัดสินใจก็เปลี่ยนคนได้ตลอดด้วยนะแม้ว่าจะเป็นกองทุนชื่อเดิมก็ตาม

    เครื่องมือที่ดีที่สุดที่ผมรู้จักเป็นของ Morningstar  ปกติบริษัทนี้เค้าดังเรื่องเปรียบเทียบกองทุนอยู่แล้ว  มีที่เป็นของกองทุนรวมประเทศไทยด้วย  ใช้เวปนี้เลยครับ  ลองเข้าไปเล่นดู http://tools.morningstarthailand.com/th/fundquickrank/default.aspx?Site=th&LanguageId=th-TH

    อย่างที่เห็น  มันจะมีให้เราหาเปรียบเทียบได้หลายแบบมาก  เวลาใช้ก็หาเริ่มจากประเภทกองทุนที่เราสนใจก่อน  จะแบ่งตาม AIMC หรือแบ่งตามประเภทสินทรัพย์ที่ไปลงทุน  หรือแบ่งว่าเป็น LTF, RMF ก็แล้วแต่เรา  ทีนี้สิ่งที่เราควรพิจารณาประเมินกองทุนรวมมีเรื่องอะไรบ้าง  ผมพูดถึงเกณฑ์ที่บริษัท Morningstar เค้าใช้ประเมินก่อนละกัน

    1. People

    คนที่บริหารกองทุนเป็นใคร  เค้ามีความได้เปรียบกว่าคนอื่นอย่างไร  มีประสบการณ์มาแบบไหนกี่ปี  มีผลงานแบบไหนมา  ตัวผู้บริหารกองทุนลงทุนเงินของตัวเองในกองทุนที่ตัวเองบริหารหรือเปล่า  แล้วปกติมีการเปลี่ยนผู้บริหารกองทุนบ่อยหรือไม่

    1. Process

    นโยบายการบริหารการลงทุนของกองทุนนี้เปนอย่างไร  ใช้วิธีลงทุนแปลกๆหรือเป็นวิธีที่ถูกพิสูจน์มาก่อนแล้ว  แล้วตัวผู้บริหารกองทุนมีประสบการณ์บริหารนโยบายการลงทุนแบบนี้หรือเปล่า

    1. Parent

    บริษัทแม่ที่เป็นเจ้าของกองทุนนี้เป็นใคร  ผู้บริหารกองทุนของบริษัทนี้เข้าออกบ่อยหรือเปล่า  บริษัทมีแนวทางการบริหารแบบไหนมองระยะยาวหรือระยะสั้น  คุณภาพของทีมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เป็นยังไง  ไม่เคยมีประวัติทำผิดอะไรกับกลต.ใช่มั้ย  เราจะฝากเงินของเราไว้ยาวๆกับบริษัทนี้ได้หรือเปล่า

    1. Performance

    ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของผู้บริหารกองทุนคนนี้เป็นอย่างไร  ยิ่งถ้ามีประวัติผลงานนานหลายปีก็จะทำให้เราไว้ใจได้มากขึ้น  เราอยากรู้ว่ากองทุนนี้ทำได้ดีหรือแย่กว่าตลาดในระยะยาวหรือในสถานการณ์ต่างๆ  ถ้าเป็นไปได้เราอยากได้ความสม่ำเสมอในผลการดำเนินงาน

    1. Price

    ค่าใช้จ่ายที่เราต้องเสียให้กองทุนนี้เป็นอย่างไร  มีค่าธรรมเนียมตอนเข้า-ออกมั้ย  ค่าธรรมเนียมการบริหารเป็นเท่าไหร่  สูงกว่าหรือต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น

    อย่างที่เห็นว่าเกณฑ์นี้ก็เป็นอะไรที่สมเหตุสมผลอยู่  แต่ถึงเวลาทำจริงผมก็นึกไม่ออกว่าพวกเราที่เป็นนักลงทุนรายย่อยจะไปหาข้อมูลเรื่อง People, Process กับ Parent ได้ยังไง

    โดยความเห็นส่วนตัวผมจะให้ความสำคัญเรียงตามนี้

    1. ดู Price ก่อน

    เพราะเป็นอะไรที่ชัวร์สุดละ  เนื่องจากเราไม่มีทางรู้เลยว่าอนาคตกองทุนจะยังทำได้ดีเหมือนที่ผ่านมา  แต่ที่ชัวร์คือค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่าย  ดังนั้นผมจะเลือกกองทุนที่ค่าธรรมเนียมนู่นนี่นั่นต่ำไว้ก่อน  ไม่เอากองทุนที่มีค่าธรรมเนียมเข้า-ออก

    เวลาใช้เวป Morningstarthailand  ในหมวดจัดลำดับกองทุน  กดตรงหัวข้อ “ค่าธรรมเนียมและอื่นๆ”  มันก็จะโหลดหน้าที่เน้นจัดลำดับตามค่าธรรมเนียมขึ้นมา

    ให้ความสำคัญกับ Total Expense Ratio  อันนี้คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นคิดเป็น %  ก็คือเงินเรา 100 บาทจะหายไปกับค่าธรรมเนียมนู่นนี่นั่นกี่บาท  กดให้มันเรียงตามค่านี้เลยก็ได้  ยิ่งน้อยยิ่งดี

    หัวข้ออื่นอย่าง Management Fee, Max Initial Fee มันจะขึ้นเลขที่กองทุนนั้นประกาศไว้ว่าเป็นค่าสูงสุดที่อาจจะเก็บ  เช่นถ้า Management Fee เขียนว่า 3%  แปลว่ากองทุนนี้เค้าประกาศไว้ว่าค่าธรรมเนียมการบริหาร (Management Fee) สูงสุดคือ 3%  แต่เก็บจริงอาจจะต่ำกว่านั้น  ดังนั้นตรงหัวข้อพวกนี้อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่  พวกค่าธรรมเนียมเข้า-ออกเราต้องไปอ่านดูจากรายงานล่าสุดของตัวกองทุนนั้นๆว่าปัจจุบันเค้าเก็บจริงอยู่เท่าไหร่

    1. แล้วมาดู Performance ประกอบอีกที

    อันนี้ก็ดูประกอบเฉยๆแหละ  ผลงานกองทุนในอดีตไม่ได้การันตีผลงานในอนาคตก็จริง  แต่มันก็ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้คร่าวๆได้บ้าง

    เวลาจัดลำดับกองทุน  กดดูภายใต้หัวข้อ “ผลตอบแทนระยะยาว”  พยายามดูที่ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี (แถวขวาสุด)  หรืออย่างน้อยก็ย้อนหลัง 5 ปี (แถวที่สองจากขวา) เพราะบางกองทุนอาจจะอายุไม่ถึง 10 ปี

    ตัวเลขนี้ก็ดูว่าอย่าให้มันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดก็เป็นใช้ได้  ต่ำกว่านิดเดียวเป็นจุดทศนิยมยังพอรับได้  แต่ถ้าต่ำกว่าเป็นหลาย % นี่ไม่ไหวนะ  ถ้าให้ดีก็เลือกที่ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด  แต่อย่าลืมว่าผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้อนาคต

    ถ้าไม่ทราบว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของกองทุนแต่ละประเภทคือเท่าไหร่  ไปดูของเวป AIMC (สมาคมบริษัทจัดการลงทุน)  หรือไม่ก็โหลดอันนี้เลย  https://drive.google.com/open?id=1ylcPd-g90of-XX_oWrjcRKwR3rPSoZwK

    ลองไปเล่นดูครับ  แต่อย่าไปกังวลว่าจะต้องหากองทุนที่ดีที่สุด  หาที่มันโอเคได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยนิดนึงก็ใช้ได้แล้ว

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 11 – แผนสำหรับคนที่เกษียณแล้วล่ะเป็นอย่างไร

    dont-worry-retire-happy

    ถ้าสมมตินี่เราเกษียณแล้วและกำลังเริ่มดึงเงินจากส่วนที่สะสมไว้ยามเกษียณมาใช้  มาถึงตรงนี้จะพูดภึงการออมอะไรก็ไม่ทันแล้ว  สิ่งที่ทำได้หลักๆเลยคือการควบคุมอัตราการดึงเงินสะสมมาใช้  คำถามสำคัญคือเราใช้จ่ายได้เท่าไหร่ถึงจะไม่ทำให้เงินเกษียณหมดเร็วเกินไป

    จริงๆเรื่องนี้ถ้าจะเอาให้ดีเราอาจจะต้องหาที่ปรึกษาทางการเงินมาช่วยวางแผน  เพราะสถานการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  แต่โอเควันนี้เราจะพูดถึงหลักการพื้นฐานที่ทุกคนควรจะต้องรู้เกี่ยวกับอัตราการดึงเงินสะสมมาใช้  เราจะคำนวณมันอย่างไร  แล้วโดยปกติมันควรจะเป็นเท่าไหร่ดี

    1. คำนวณหาอัตราการดึงเงินสะสมมาใช้ปัจจุบันของเรา

    คำนวณโดยการรวบรวมรายจ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบปี  จะทำการประมาณการเอาหรือจะใช้ของจริงเลยได้ก็ยิ่งดี  จากนั้นหักรายได้ที่ได้ประจำจากแหล่งอื่นที่ไม่เป็นการดึงเงินจากส่วนที่สะสมไว้เกษียณมาใช้  เช่นเงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคม, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, บำนาญจากประกันชีวิต, รายได้จากปล่อยเช่าห้องคอนโด, ฯลฯ  พอหักส่วนนี้ออก  ตัวเลขที่ได้คือส่วนของค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องดึงเงินเก็บจากส่วนที่สะสมไว้มาใช้  เอาเลขตัวนี้ตั้งจากนั้นหารด้วยมูลค่าของเงินที่สะสมไว้ทั้งหมดก็จะได้อัตราการดึงเงินสะสมมาใช้ของเรา

    สมมติคนเกษียณต้องมีเงินใช้ปีละ 240,000 บาท  ได้รับเงินบำนาญจากประกันสังคมปีละ 60,000 บาท  เหลือส่วนที่ต้องดึงออกมาจากเงินที่สะสมไว้ปีละ 180,000 บาท  ถ้าเค้ามีเงินสะสมไว้สำหรับเกษียณ 4,000,000 บาท  แปลว่าคนนี้ก็จะมีอัตราการดึงเงินสะสมมาใช้ปีละ 4.5%  แต่สมมติต้องดึงเงินมาใช้ปีละ 400,000 บาท  อัตราการดึงเงินสะสมมาใช้ก็จะเป็นปีละ 10%

    1. ดูว่าอัตราการดึงเงินสะสมมาใช้ของเรามันสูงไปมั้ย

    โดยปกติตัวเลขที่นิยมใช้กันเป็นมาตรฐานคือเริ่มต้นปีแรกที่ 4%  แล้วจากนั้นค่อยๆปรับการใช้ตามความจำเป็นของเงินเฟ้อขึ้นไปในแต่ละปี  มีงานวิจัยศึกษาหลายอันที่พูดถึงและยืนยันตัวเลขนี้ว่าเป็นตัวเลขอัตราการดึงเงินสะสมมาใช้ที่ค่อนข้างปลอดภัย

    เหตุผลหลักคือสมมติคิดแบบหยาบๆใช้ปีละ 4% กว่าจะหมดก็ใช้เวลา 25 ปี  ถ้าเราเกษียณตอนอายุ 60 ปี  ก็จะหมดตอนอายุ 85 ปี  หรือถ้าเกษียณเร็วอายุ 55 ปี  เงินก็จะหมดตอนอายุ 80 ปี  ซึ่งโดยคร่าวๆก็เป็นอายุเฉลี่ยของเราพอดี

    เหตุผลที่สองคือ 4% เป็นตัวเลขที่ไม่สูงเกินไป  ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเงินสะสมในแต่ละปีจะช่วยทดแทนส่วนที่เราใช้ไปได้บ้าง  เพื่อให้เห็นภาพดูตัวอย่าง

    ตัวอย่าง 1

    ถ้าหลังเกษียณเราลงทุนเงินสะสมทั้งก้อน 100% ไว้ในกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป  ซึ่งคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 2.5%

    ต้นปีจากเงิน 100 บาท  เราถอนออกมาใช้ 4 บาททุกปีตามแผน  มันจะเหลือ 96 บาท

    เงิน 96 บาทต้นปี  ในระหว่างปีลงทุนผลตอบแทนได้มา 2.5% ของ 96 บาทคิดเป็นเงิน 2.4 บาท

    ปลายปีจะเรามีเงิน 98.4 บาท

    ตัวอย่าง 2

    ถ้าหลังเกษียณเราลงทุนเงินสะสม 80% ตราสารหนี้  20% หุ้น  ผลตอบแทนคาดหวังจะเป็นประมาณ 3.87%

    ต้นปีจากเงิน 100 บาท  เราถอนออกมาใช้ 4 บาททุกปีตามแผน  มันจะเหลือ 96 บาท

    เงิน 96 บาทต้นปี  ในระหว่างปีลงทุนผลตอบแทนได้มา 3.87% ของ 96 บาทคิดเป็นเงิน 3.71 บาท

    ปลายปีจะเรามีเงิน 99.71 บาท

    จะเห็นว่าเงินของเรามันจะหายไปช้าลงถ้าเราลงทุนได้ผลตอบแทนดีขึ้น

    1. ปรับอัตราการดึงเงินสะสมมาใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ของเรา

    มาตรฐานที่บอก 4% มันก็อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคนซะทีเดียว  เราอาจจะปรับการดึงเงินมาใช้ของเราขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆอย่างอื่นเช่น

    • ระยะเวลาที่เหลือ

    แผน 4% มันออกแบบมาสำหรับคนที่คาดว่าจะใช้ชีวิตเกษียณอยู่ต่อประมาณ 25-30 ปี  ดังนั้นสมมติว่าถ้าเราคาดว่าเราจะมีชีวิตอยู่นานกว่านั้นไปอีก  แปลว่าเราอาจจะต้องใช้น้อยกว่าปีละ 4%  หรือสมมติถ้าเราอายุ 75 ปีแล้ว  เราก็อาจจะไม่ต้องกังวลมากนัก  ใช้เยอะขึ้นกว่า 4% ก็ได้

    • ลงทุนในอะไรหลังเกษียณ

    แผน 4% จริงๆแล้วเค้าตั้งสมมติฐานว่าคนลงทุนผสม  มีทั้งตราสารหนี้และหุ้น  ไม่ใช่ตราสารหนี้อย่างเดียว  เพราะเค้าต้องการจะเผื่อว่าเรามีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรืออะไรนอกเหนือจากที่ดึงไปใช้ปกติด้วย

    ถ้าเราตั้งใจจะลงทุนตราสารหนี้อย่างเดียว  เราอาจจะต้องดึงออกมาใช้น้อยกว่า 4%

    1. เข้าใจไว้เสมอว่าแผนอาจจะต้องมีการปรับ โดยเฉพาะถ้าผลตอบแทนการลงทุนเปลี่ยนแปลง

    อย่างสมมติถ้าคนเกษียณโชคร้ายดันไปเจอปีที่หุ้นตกรุนแรงตอนปีแรกๆที่เริ่มเกษียณพอดีแล้วไม่ได้ปรับลดการดึงเงินออกมาใช้  เงินกองทุนที่สะสมไว้มันลดไปเร็วกว่าที่คาด  แล้วเหลือเงินสะสมน้อยลงสำหรับปีที่ตลาดฟื้นตัว  ทำให้ในระยะยาวอาจจะเหลือเงินใช้น้อยกว่าแผนที่วางไว้

    ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คืออาจจะต้องมีการปรับตัวตามสถานการณ์บ้าง  เช่นปีที่ผลตอบแทนทำได้น้อยเราก็ใช้ประหยัดหน่อย  แล้วไปใช้เยอะขึ้นในปีที่ผลตอบแทนทำได้ดีแทน

    สำหรับคนที่เกษียณแล้วผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้  ช่วยได้มากสุดประมาณนี้  อาจจะต้องไปปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินเพิ่มเติมอีกที  ยังไงขอให้โชคดีครับ