Blog

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 3 – วางเป้าหมายทางการเงิน

    set-your-financial-goals

    เรื่องนี้ผมว่าพวกเราหลายคนถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆแล้วล่ะ  มันอาจจะเริ่มจากเราอยากซื้อหนังสือการ์ตูน  และการ์ตูนมันเล่นละ 35 บาท  สมัยนั้นผมได้ค่าขนมวันละ 20 บาท  รู้ว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแน่นอนอย่างอาหารกลางวันกับรถเมล์กลับบ้านมัน 15 บาท  แปลว่าถ้าตัดสินใจเก็บวันละ 5 บาทไม่กินขนมพร่ำเพรื่อ  ก็จะใช้เวลาสัปดาห์นิดๆซื้อการ์ตูนได้  และนั่นคือพื้นฐานสำคัญของการออมเลยนะ  มันคือการที่เรายอมเสียสละความสุขเฉพาะหน้าเพื่อให้ได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

    โตขึ้นมันก็คล้ายๆกันแหละครับ  เพียงแต่ชีวิตเราซับซ้อนขึ้นเท่านั้นเอง  พอเรียนจบมาเริ่มทำงานเราก็ต้องเริ่มออมเงินซื้อบ้าน, รถ, เตรียมแต่งงาน  พอเริ่มมีครอบครัวมีลูกก็ต้องใช้เงินนู่นนี่ต้องเตรียมส่งลูกเรียนแล้วยังต้องเตรียมเกษียณอีก  ชีวิตเราก็ต้องคอยหาสมดุลระหว่างไลฟ์สไตล์ช่วงทำงานกับการเตรียมเกษียณ  ซึ่งคนจะพบว่าเวลาผ่านไปเร็วมากแปปเดียวก็จะเกษียณแล้ว

    บทความก่อนหน้านี้สองอันทำให้เรารู้สถานะการเงินปัจจุบันเราอยู่ตรงไหน  ต่อไปคือวางจุดที่เรากำลังะมุ่งหน้าไป  โดยเราจะเขียนเป้าหมายของเราออกมาแบ่งตามช่วงเวลาเป็นระยะสั้น, กลาง, ยาว  เพื่อความง่ายจะใช้ worksheet ของ Morningstar ก็ได้โหลดได้ที่นี่

    https://drive.google.com/open?id=0B4XyqG1tPEfiVEx6RGR0ZDI3eTQ

    ขั้นตอนการวางเป้าหมายคือ

    1. บันทึกรายละเอียด

    พยายามใส่วันที่เราอยากให้เป้าหมายเราบรรลุ  และสมมติว่าเป้าหมายเป็นอะไรที่ใช้เวลานานก็ระบุเวลาที่ตั้งใจจะทำให้เสร็จ  เช่นเรียนป.โทจบใน 2 ปีอะไรแบบนี้  บางอย่างก็อาจจะต้องเดา  อย่างเช่นเมื่อเราเกษียณแล้วเราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่กี่ปี  คงไม่มีทางรู้แน่ชัดเอาเป็นว่าเดาละกัน  หรือใช้ค่าเฉลี่ยขององค์การอนามัยโลกก็ได้  http://www.who.int/countries/tha/en/

    1. ประมาณจำนวนเงินที่ต้องใช้

    ถ้าเป้าหมายระยะสั้นปกติก็ไม่มีปัญหา  แต่พอเป็นเป้าหมายระยะยาวหลายปีบางทีมันมีเรื่องเงินเฟ้อทำให้เราไม่รู้ว่าราคาของเป้าหมายเราคือกี่บาท  แนะนำให้ใช้เวปนี้  http://www.calculatorweb.com/calculators/inflationcalc.shtml

    บนเวปนี้เราก็ใส่ราคาปัจจุบันของเป้าหมายเราก่อน  บรรทัดต่อมาเค้าจะให้เลือกว่าอัตราเงินเฟ้อกี่ %  ทั่วไปก็ใช้ 3% ก็ได้ครับ  แล้วบรรทัดต่อมาก็เลือกว่าเป้าหมายเรานี่คือห่างออกไปกี่ปี  แล้วก็กดปุ่ม Calculate  มันจะได้ตัวเลขออกมาข้างล่าง  เลขนั้นคือมูลค่าในอนาคตที่น่าจะเป็นของเป้าหมายเราหลังปรับเผื่อเงินเฟ้อแล้ว

    1. เรียงลำดับความสำคัญ

    แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้เราอยากจะให้ถึงเป้าหมายทุกเรื่องแหละ  แต่ไม่เสียหายตรงไหนที่เราจะเรียงลำดับความสำคัญไว้ก่อน  เผื่อว่าถ้าเกิดเราจะต้องเลือกอันใดอันหนึ่งขึ้นมาเราก็จะไม่งง  โดยส่วนตัวผมจะเรียงลำดับความสำคัญตามนี้

    • จ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยแพงสุดก่อน
    • กันเงินก้อนนึงไว้เผื่อฉุกเฉิน
    • การเกษียณ
    • การศึกษา
    • เป้าหมายระยะสั้นหรือกลางอื่นๆ

    จากบทที่ 2 เราเห็นแล้วว่าเราเหลือออมได้เท่าไหร่

    มาบทที่ 3 นี้  เราเริ่มวางแผนแล้วว่าเป้าหมายเรามีอะไรบ้าง

    หัวข้อต่อไปเดี๋ยวเราจะมาจูนเรื่องการออมกันครับ  เพราะเราต้องการจะให้แน่ใจว่าที่เราออมอยู่นั้นเพียงพอหรือเปล่ากับเป้าหมายที่เราตั้ง  หรือบางทีอาจจะออมเกินอยู่ก็ได้

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 2 – ดูกระแสเงินสดแต่ละเดือน  แล้วกันเงินไว้ออม

    how-to-manage-your-money

    บางคนคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นหรอก  ไว้ตอนมีรายได้มากขึ้นเดี๋ยวก็มีเงินเก็บเองแหละ  แต่ชีวิตจริงมันไม่เป็นแบบนั้นน่ะสิ  เพราะส่วนใหญ่พอรายได้มากขึ้นไลฟ์สไตล์เราก็เปลี่ยนตาม  ซื้อบ้านใหญ่ขึ้น, กินข้าวหรูขึ้น, ซื้อของใช้นู่นนี่มากขึ้น, ซื้อรถแพงขึ้น, ฯลฯ  สุดท้ายไม่มีเงินเก็บเหมือนเดิม

    การที่ไลฟ์สไตล์เราเปลี่ยนแบบนี้ทำให้เกิดปัญหาสองอย่างตอนจะเกษียณ  อย่างแรกเลยคือการใช้จ่ายมากเกินทำให้ไม่มีเงินเก็บเพียงพอ  อย่างที่สองคือเราจะเริ่มชินกับวิถีชีวิตที่แพงขึ้นทำให้ยิ่งเงินไม่พอเข้าไปใหญ่  ดังนั้นเพื่อมั่นใจว่ามีเงินพอเกษียณเราต้องเริ่มคอยดูการใช้จ่ายเราอยู่อย่างสม่ำเสมอ  และเริ่มบังคับตัวเองให้กันเงินออมไว้  ลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    1. เขียนงบกระแสเงินสดของตัวเอง

    การเขียนงบกระแสเงินสดตัวเองออกมา  จะทำให้เรารู้ว่ารายได้เรามาจากไหนบ้าง  จ่ายไปกับเรื่องอะไรบ้าง  และแผนการออมเราเป็นไปตามแผนหรือเปล่า  ผมแนะนำให้โหลด worksheet ของ Morningstar ได้ที่ลิ้งค์นี้

    https://drive.google.com/open?id=0B4XyqG1tPEfic092ZFplQ0FvckU

    • เงินเดือนถ้าแต่ละเดือนไม่แน่นอน พยายามใช้เฉลี่ยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
    • รายได้อื่นเช่นประกันสังคม, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อันนี้สำหรับกรณีเกษียณแล้ว
    • รายการหนี้สินที่ต้องจ่ายทุกเดือน
    • พวกรายจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำในการดำรงชีวิตทั้งหลาย บางทีอาจจะไม่รู้เพราะไม่เคยบันทึก  แนะนำให้เริ่มบันทึกหรือลองประมาณการณ์ดูเท่าที่ทำได้ตามที่ปกติเราใช้จริง
    1. ดูว่าเรามีกระแสเงินสดเป็นบวกหรือลบ

    หักรายจ่ายทั้งหมดออกจากรายได้  สิ่งที่ได้คือกระแสเงินสดที่เข้าหรือออกจากกระเป๋าเรา

    ถ้าเรามีกระแสเงินสดเป็นบวกมีเงินเหลือเก็บ  ลองเช็คดูว่าได้อย่างน้อย 10% ของรายได้มั้ย  ถ้าเป็นไปได้เอาให้ถึง 15-20% ของรายได้เลยก็จะดีมากจะได้เก็บเงินทันแน่นอน  แต่สมมติเรามีเงินเหลือเก็บน้อยหรือไม่เหลือ  เราต้องเริ่มลองปรับการใช้จ่ายของเราดูแล้ว  ปล่อยไปแบบนี้ไม่ดีแน่นอน

    1. เริ่มวางแผนการออม

    อย่างแรกเลยคือวางเป้าการออมก่อน  เช่นสมมติรายได้เราเดือนละ 30,000 บาท  ตั้งเป้าออมซัก 20% ก็คือ 6,000 บาท

    เปรียบเทียบเป้าหมายกับที่เราออมอยู่จริงในวันนี้  สมมติวันนี้เราออมได้เดือนละ 5,000 บาทอยู่แล้ว  แปลว่าเราต้องมองหาวิธีทำยังไงให้เหลือออมเพิ่มเติมอีก 1,000 บาท  ใน worksheet ที่ดาวน์โหลดไปมันจะมีแถวสองแถว Spent กับ Budget  เราลองพยายามปรับตัวเลขดูว่าเราลดค่าใช้จ่ายตรงไหนได้บ้าง  แล้วมันจะเพียงพอหรือไม่

    โดยปกติรายจ่ายหลักที่ต้องมีทุกเดือนก็จะตัดยากหน่อย  อย่างพวกค่าน้ำค่าไฟนี่คงจะยาก  แต่ถ้าส่วนค่าโทรศัพท์ก็อาจจะลดได้นะถ้าเรายอมเล่นเน็ตมือถือน้อยลงหรือใช้เน็ตช้าหน่อย  ส่วนใหญ่แล้วส่วนที่ตัดได้มันมักจะเป็นพวกค่าจิปาถะอย่างบันเทิง, ไปท่องเที่ยว  หรือพวกกินข้าวนอกบ้านอะไรพวกนี้  หรือถ้าเราชอบท่องเที่ยวชอบทำกิจกรรม  ก็อาจจะตัดรายจ่ายจากพวกเสื้อผ้า, ของแต่งบ้าน, รถยนต์อะไรพวกนี้แทน

    1. คอยติดตามดูการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ

    ดูซิว่าเราควบคุมรายจ่ายได้ตามเป้ามั้ย  หรือแผนที่วางไว้ตอนแรกอาจจะทำไม่ได้จริง  หรืออาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนหรือเปล่า

    หัวข้อนี้จะทำให้เรารู้ถึงสถานการณ์การเงินตัวเองมากขึ้น  ไว้ในหัวข้อต่อไปเราจะมาพูดถึงการตั้งเป้าหมายที่ละเอียดขึ้นกันครับ

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 1 – เริ่มจากรู้ทรัพย์สินสุทธิของตัวเราก่อน

    asset-liability-net-worth                เปลี่ยนเรื่องจากหุ้นอย่างเดียวกันบ้าง  วันนี้ผมจะเริ่มเขียนซีรี่ส์บทความเกี่ยวกับการพัฒนาสถานะทางการเงินโดยรวม  โดยหัวข้อแรกสุดเลยคือเริ่มจากเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าสถานะทางการเงินเราอยู่ตรงไหน  และเราคอยติดตามมันได้อย่างไร

    ไอเดียมันคล้ายกับเราสมัยเด็กน่ะครับ  ตอนเราถูกสอนให้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย  แล้วสรุปเงินที่มีว่าเรามีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่กันแน่

    พอโตแล้วชีวิตทางการเงินเราซับซ้อนขึ้นกว่านั้นเยอะ  เราไม่ได้มีแค่บัญชีธนาคารเดียวแล้ว  เรามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนรวม, บัญชีเงินฝาก, เงินกู้บ้าน, ฯลฯ  เปรียบเทียบกับสมัยเราเด็กๆ  เราไม่สามารถบอกได้เป๊ะๆเป็นหน่วยสตางค์แล้วว่าในเวลานี้สรุปเรามีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่กันแน่  แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรู้ขนาดนั้นด้วย

    แต่ถึงยังไงเราก็ยังควรเช็คทรัพย์สินสุทธิของเราคร่าวๆเป็นระยะ  ตัวเลขทรัพย์สินรวมลบด้วยหนี้สินรวมตัวนี้  มันเป็นเครื่องบอกสุขภาพฐานะทางการเงินของตัวเราหรือครอบครัวได้  มันบอกได้ว่าเรากำลังมีหนี้สินเยอะเกินความสามารถในการออมเราหรือเปล่า  หรือว่าทรัพย์สินเราไปกองอยู่ในทรัพย์สินประเภทใดประเภทหนึ่งเยอะเกินไปมั้ย  มันทำให้เราเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น

    ส่วนตัวผมใช้ worksheet ที่ได้จากเวป Morningstar ซึ่งดูง่ายดี  แต่จริงๆแล้วคือใครจะทำบน excel บนคอมตัวเองก็ได้ไม่ได้ต้องมีอะไรเยอะแยะ  worksheet ของ Morningstar โหลดได้ด้วยลิงค์นี้ https://drive.google.com/open?id=0B4XyqG1tPEfibGtFRF9lT1IzbWs

                    แล้วทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    1. บันทึกทรัพย์สินที่มีก่อน

    พยายามหาตัวเลขตามที่อยู่ใน worksheet  เริ่มจากการเอาข้อมูลล่าสุดที่มีเกี่ยวกับบัญชีธนาคารล่าสุด  และพวกกองทุนที่เราลงทุนต่างๆมาก่อน  พวกนี้ส่วนใหญ่เราจะหาได้ออนไลน์และข้อมูลจะเป็นปัจจุบันมาก  ส่วนทรัพย์สินอย่างบ้านหรือรถ  อันนี้ก็ยากหน่อยละเพราะไม่มีใครรู้แน่ชัด  รถน่าจะหาออนไลน์ได้คร่าวๆจากรุ่นรถและอายุว่าเค้าขายมือสองกันอยู่เท่าไหร่  ส่วนบ้านก็คงต้องพยายามเดาเอา  อาจต้องไปพยายามหาเวปที่คนประกาศขายบ้านแล้วหาที่พื้นที่คล้ายกันกะเราเอาครับ

    1. บันทึกหนี้สิน

    บันทึกหนี้สินต่างๆที่มี  ตัวหลักเช่น

    • เงินกู้ซื้อบ้านที่ยังเหลืออยู่
    • เงินกู้ซื้อรถ
    • บัตรเครดิต
    1. คำนวณดูว่าเรามีทรัพย์สินสุทธิ

    คำนวณโดยการรวมทรัพย์สินที่มีทั้งหมด  แล้วลบออกด้วยหนี้สินที่มีทั้งหมด  พิจารณา

    • ทรัพย์สินสุทธิเราเป็นบวกใช่มั้ย ไม่ใช่ติดลบตัวแดงหรือน้อยมากจนเกือบจะไม่มี  ถ้าติดลบหรือเป็นบวกน้อย  เราต้องเริ่มคิดต่อแล้วล่ะ  ไว้มาคุยต่อในบทความต่อไป
    • ทรัพย์สินสุทธิเราเป็นบวกเยอะเลยมั้ย ถ้าใช่อย่าเพิ่งสบายใจเกินไป  ช่วงที่ผ่านมาหุ้นไทยขึ้นมาเยอะมาก  อาจจะทำให้พอร์ตเงินลงทุนเราดูเยอะช่วงนี้  ลองนึกเผื่อว่ามูลค่าเงินลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นตกซัก 20% ดูว่าทรัพย์สินสุทธิยังเป็นบวกเยอะอยู่มั้ย
    • ลองเทียบกับปีที่แล้วดูว่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นหรือเปล่า
    • ลองดูว่าหนี้สินเราเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงจากปีที่แล้ว
    • ทรัพย์สินเราไปกองอยู่ในทรัพย์สินประเภทเดียวกันเยอะเกินไปหรือเปล่า ถ้าไปกองอยู่ในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือกองทุนตราสารหนี้อันนี้ยังไม่ค่อยซีเรียส  แต่ถ้าไปอยู่ในที่ดินอสังหาริมทรัพย์หรือในหุ้นตัวเดียว  โดยเฉพาะทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องต่ำ  อันนี้ต้องพึงระวังว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นแผนการเงินเราอาจจะพังได้
    • มีประกันในทรัพย์สินและตัวเราหรือยัง อย่างประกันบ้าน, รถ, ชีวิต, พิการ  ควรมีไว้บ้าง
    • มีเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร เพียงพอสำหรับอยู่รอดซัก 6 เดือนในกรณีที่ตกงานมั้ย
    • ถ้าเกษียณแล้ว ตอนนี้มีเงินสดหรือเงินฝากเพียงพอสำหรับอย่างน้อย 2 ปีมั้ย
    • หรือถ้ากำลังใกล้จะเกษียณ ทรัพย์สินเราเพียงพอสำหรับการเกษียณแล้วหรือยัง

    วันนี้เราเอาเท่านี้ก่อน  เราเริ่มจากรู้ตัวเองว่าอยู่ตรงไหนแล้ว  มีทรัพย์สินมากพอให้สบายใจหรือยัง  เดี๋ยวไว้วันหลังมาต่อเรื่องอื่นต่อไป

  • หุ้นที่ผมสนใจ – Provident Financial plc

    As of October 22, 2017                ราคาหุ้นอยู่ 923.34p    (100p = 1 GBP)

    อันนี้เป็นบริษัทในอังกฤษครับ  ผมอาจจะไม่ได้อินกับลักษณะธุรกิจของบริษัทนี้เท่าไหร่  แต่ผมมาตื่นเต้นตอนช่วงปลายเดือนสิงหาที่ผ่านมา  มันมีวันนึงที่ราคาหุ้นนี้ตกวันเดียวมากกว่า 70% เลยทีเดียว  วันนี้มาเล่าเกี่ยวกับบริษัทนี้ให้ฟัง

    pfg-provident-fund-group visa

    Provident Financial plc

    ลักษณะธุรกิจ

    บริษัทนี้ตั้งแต่ดั้งเดิมทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าซับไพร์ม  หรือก็คือกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงในการไม่จ่ายสูงกว่าปกติ  เช่นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย  หรือกลุ่มคนที่เคยมีประวัติเสียเรื่องการจ่ายหนี้  ไอเดียก็คือใช้วิธีการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยสูงมากเป็นตัวทดแทนความเสี่ยงหนี้เสีย มีการติดตามใกล้ชิด   แล้วก็ให้เงินกู้แต่ละรายเป็นเงินจำนวนน้อยๆ  ในภายหลังก็มีมาทำสินเชื่อซื้อรถ, ธุรกิจบัตรเครดิต  และสินเชื่อออนไลน์

    จุดเด่นอีกอย่างของบริษัทนี้คือมีการใช้ระบบตัวแทนอิสระไปเสนอขายสินเชื่อและเก็บเงิน  ทำให้เข้าถึงชุมชนหรือลูกค้าได้ระดับตัวต่อตัวและไปหาได้ถึงบ้านลูกค้าเลย

    แล้วที่ผ่านมาเป็นไง

    10 ปีที่ผ่านมาก็กำไรมาโดยตลอด  ช่วงปี 2008 ที่มีวิกฤติเศรษฐกิจบริษัทก็ได้รับผลกระทบแหละแต่หลังจากนั้นก็ฟื้นกลับขึ้นมา  ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษ  เติบโตช้าๆตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อ  ซี่งก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วเพราะบริษัทลักษณะนี้ปล่อยเงินกู้เยอ ไม่สำคัญเท่าปล่อยหนี้แล้วเก็บเงินได้  โดยรวมเท่าที่ดูก็ตามเก็บหนี้ได้อยู่

    ทำไมตอนนี้ถึงน่าสนใจ

    ตั้งแต่ต้นปี 2017  บริษัทมีความพยายามจะเปลี่ยนลักษณะการทำธุรกิจ  โดยพยายามยกเลิกระบบตัวแทนอิสระเปลี่ยนมาเป็นจ้างพนักงานประจำแทน  แล้วเอาระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตมาช่วยในการทำงานและติดตามผล  โดยแนวคิดก็คือถ้าทำแบบนี้บริษัทน่าจะควบคุมการทำงานได้ดีขึ้นมีมาตรฐานมากขึ้น  เช่นจากเดิมตัวแทนอิสระบางคนนิยมไม่ทำงานวันพฤหัสบดี  หรือบางคนติดต่อลูกค้าช้าหลังจากได้รับการติดต่อจากลูกค้าแสดงความสนใจอยากได้เงินกู้  ปัญหาพวกนี้ก็น่าจะหมดไป

    ผลปรากฎว่าระบบนี้สร้างปัญหา  ตัวแทนอิสระลาออกเยอะกว่าที่บริษัทคาด  ระบบไอทีที่บอกจะเอามาช่วยมีปัญหา  เลยทำให้ยอดปล่อยกู้ลดลงเยอะมาก  แถมบริษัทยังตามเก็บหนี้ได้น้อยลงเยอะด้วย

    ช่วงปลายเดือนสิงหาคมในวันเดียวหุ้นตกมากกว่า 70%  เนื่องจากบริษัทออกมาประกาศว่าปีนี้ผลประกอบการอาจติดลบ, ธุรกิจบัตรเครดิตกำลังมีโดนตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาล,  จะงดจ่ายเงินปันผลปีนี้  และ CEO ลาออก

    ในเวลาที่คนตื่นตระหนกแบบนี้สิถึงเป็นโอกาสของเรา  เมื่อผมไปดูในรายละเอียดพบว่า

    เรื่องธุรกิจบัตรเครดิตที่โดนตรวจสอบ  สิ่งที่โดนตรวจสอบไม่ได้เป็นเรื่องซีเรียสอะไรมาก  เนื่องจากไม่ใช่ตัวบัตรเครดิตแต่เป็นบริการเสริมอันนึงที่อาจจะมีปัญหา  ต่อให้บริการเสริมนี้ถูกสั่งให้ยกเลิกการขายก็ไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไร

    เรื่องผลประกอบการติดลบ, งดจ่ายปันผล  กับ CEO ลาออก  CEO ลาออกก็ถูกต้องแล้ว  ส่วนผลประกอบการที่มีปัญหามันก็มีจากที่เปลี่ยนแปลงระบบตัวแทนอิสระแค่นั้นเอง  เท่าที่ดูก็เป็นปัญหาระยะสั้นที่แค่ย้อนกลับไปทำเหมือนเดิมก็จบละ  แต่ประเด็นคือตอนเดือนสิงหาคมผมยังไม่ทราบทิศทางว่าสรุปบริษัทจะย้อนกลับไปทำรูปแบบเดิมมั้ยหรือยังไง

    มาถึงตอนนี้เดือนตุลาคม  สิ่งที่มันทำให้น่าสนใจมากคือทิศทางบริษัทเริ่มชัดเจนละ  มีการจ้างตัวแทนอิสระที่ลาออกไปก่อนหน้านี้กลับเข้ามาทำงาน  และเริ่มตามเก็บเงินได้มากขึ้นฟื้นขึ้นมาละ  ส่วนสายธุรกิจอื่นที่เป็นบัตรเครดิต, สินเชื่อซื้อรถ  และสินเชื่อออนไลน์ก็มีการเติบโตที่ดีเป็นปกติ

    ราคาหุ้นตกลงมาจาก 3,000p  ตกไปต่ำสุดเดือนสิงหาที่แถว 500p  ซึ่งซื้อตอนนั้นก็กำไรโคตรไปแล้ว  แต่ตอนนั้นทิศทางยังไม่ชัดเจน  ตอนนี้บริษัทเริ่มฟื้นชัดเจนแล้ว  ราคาที่แถว 900p ก็ยังเป็นอะไรที่ถูกมากถ้าสมมติบริษัทกลับมาเป็นปกติจริงๆ

  • หุ้นที่ผมสนใจ – Davita

    As of October 21, 2017                ราคาหุ้นอยู่ $59.35

    Davita เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอำนาจมาก  เพราะนำเสนอบริการที่ลูกค้าต้องใช้  ไม่ใช้แล้วตาย  ที่ดีกว่านั้นคือช่วงที่ผ่านมาราคาตกด้วย  เลยเป็นเหตุให้ช่วงนี้ผมสนใจหุ้นนี้มากเป็นพิเศษ

    davita

    Davita

    ลักษณะธุรกิจ

    ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้ป่วยไตวาย  เป็นหนึ่งในเจ้าใหญ่ที่สุดในอเมริกา

    ธุรกิจหลักคือให้บริการฟอกเลือด  เพราะผู้ป่วยไตวายไตไม่สามารถฟอกเลือดเองได้  หรือเรียกว่าฟอกไตน่ะแหละ  รายได้ส่วนใหญ่ของธุรกิจนี้เกินครึ่งมาจากโครงการระบบประกันสุขภาพของรัฐบาลหลัก (Medicare) และบางส่วนมาจากประกันสุขภาพภาคเอกชน  โดยเมื่อสิ้นปี 2016 มีศูนย์ให้บริการฟอกไตที่อยู่ในเครือ 2,350 แห่งทั่วประเทศอเมริกา  มีทั้งศูนย์ให้บริการตั้งอยู่โดดๆ  หรือให้บริการร่วมกับโรงพยาบาล  หรือแบบไปให้บริการที่บ้าน

    มีธุรกิจรองที่เป็นพวกโรงพยาบาลชุมชนหรือคลีนิคด้วย  แต่ยังไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไรเท่าไหร่

    แล้วที่ผ่านมาเป็นไง

    10 ปีที่ผ่านมา Davita ทำได้ดีมากทีเดียว  ทำได้ดีมานานแล้วด้วย  สาเหตุหลักๆเลยคือเพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายมีมากขึ้น  และเมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยต้องฟอกไตหรือไม่ก็ยอมเสียชีวิต

    ไตวายโดยปกติมาจากเบาหวาน, ความดันสูง, มีถุงน้ำในไต  หรือการอุดตันของทางเดินปัสสาวะเป็นเวลานาน  จะเห็นว่าเป็นโรคคนแก่ทั้งนั้น  ในอเมริกาก็พอดีเลยเป็นประเทศร่ำรวยที่คนอายุยืน, มีคนเป็นเบาหวานความดันเยอะ  และมีสัดส่วนคนแก่เยอะขึ้น  โดยรวมแล้วสถิติจาก United States Renal Data System บอกว่าตั้งแต่ปี 2000 – 2014  มีผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตเพิ่มขึ้นปีละ 3.8% โดยเฉลี่ย

    สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไตวาย  อาการลักษณะแบบนี้พอเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้  ผู้ป่วยไม่สามารถขจัดของเสียออกจากเลือดได้ด้วยตัวเอง  การรักษามีสองทางเลือก  หนึ่งคือต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตไปเลย  แปลว่าต้องมีผู้บริจาคอวัยวะให้  หรือสองคือต้องได้รับการฟอกไตอยู่เป็นระยะๆไปตลอดชีวิต

    Davita ทำศูนย์ฟอกไตมีเครือข่ายสาขาเยอะอันดับต้นๆของประเทศ  ในชุมชนเล็กบางแห่งอาจเป็นเจ้าเดียวในพื้นที่  ก็เลยมีอำนาจมากทีเดียว

    ข้อเสียอย่างเดียวของบริษัทนี้คือตรงที่ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพ Medicare ถึงแม้ว่า Medicare จะจ่ายค่าบริการให้กับผู้ป่วยทำให้บริษัทไม่มีปัญหาเรื่องเก็บเงินไม่ได้  รายได้ค่อนข้างนิ่ง  แต่โครงการ Medicare ของรัฐบาลเค้าจ่ายน้อยกว่าเอกชน  และรัฐบาลควบคุมราคาที่จะจ่ายให้ บางครั้งก็ปรับขึ้นช้ากว่าต้นทุนของบริษัทที่เพิ่มขึ้น  ทำให้อัตราส่วนกำไรสุทธิของบริษัทอาจจะถูกบีบน้อยลงในอนาคต

    ทำไมตอนนี้ถึงน่าสนใจ

    ช่วงที่ผ่านมาราคาตกลงมาจากแถว $70 เหลือไม่ถึง $60  เพราะโดนกระทรวงยุติธรรมสั่งสอบสวน  เรื่องเงินบริจาคให้กับมูลนิธิ American Kidney Fund ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องฟอกไต

    เรื่องที่ฟ้องคือกระทรวงยุติธรรมสงสัยว่า  การบริจาคเงินจะทำให้มูลนิธิจะลำเอียงให้ความช่วยเหลือกับผู้ป่วยที่เป็นลูกค้าของ Davita มากกว่าผู้ป่วยของศูนย์ฟอกไตอื่น

    นักวิเคราะห์ของ J.P. Morgan เดาว่า 60-80% ของกำไรของ Davita มาจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ American Kidney Fund

    ส่วนตัวผมสนใจบริษัทนี้เพราะยังไงผู้ป่วยไม่มีทางเลือก  เรื่องการฟ้องร้องอะไรพวกนี้อาจจะสร้างปัญหากับ Davita ได้ในระยะสั้น   แต่ในระยะยาวแล้วตราบใดที่ยังไม่มีเทคโนโลยีรักษาไตใหม่ขึ้นมาทดแทน  ยังไงก็ยังต้องมีศูนย์ฟอกไต  และรัฐบาลไม่สามารถบีบราคากับ Davita ได้จนบริษัทขาดทุนแน่นอน  เพราะถ้า Davita ออกจากระบบประกันสุขภาพ  ไม่รับลูกค้าโครงการ Medicare  ประชาชนจำนวนมากจะเดือดร้อนแน่นอน

  • นิทานเรื่อง  เหล่าผู้ช่วยกับค่าธรรมเนียม

    the-helpers

     

    เร็วๆนี้ผมไปอ่านจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Warren Buffett แล้วไปเจอเรื่องนี้เข้า  เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหล่าผู้ช่วยที่มายื่นมือมาช่วยเรื่องการลงทุนให้เรา  เขียนเห็นภาพและฮาดีมาก  วันนี้เลยเดี๋ยวจะพยายามเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง  แต่เนื่องจากต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ  ดังนั้นผมจะแปลและมีการปรับพวกชื่ออะไรให้มันเกี่ยวกับเรามากขึ้น

    จินตนาการว่าบริษัททุกบริษัทในไทย  มีครอบครัวเดียวเป็นเจ้าของ  ชื่อว่าครอบครัว “สยาม”  หลังจากหักภาษีแล้ว  ครอบครัวนี้ก็รวยขึ้นเรื่อยๆมาตลอดทุกรุ่นจากกำไรที่บริษัททั้งหลายทำได้  ในครอบครัวนี้ทุกคนก็รวยขึ้นเป็นสัดส่วนเท่าๆกัน   และทุกอย่างก็เรียบร้อยดี

    วันหนึ่งก็มีกลุ่มผู้ช่วยพูดเก่งกลุ่มนึงมาหาครอบครัวนี้  แล้วชวนให้สมาชิกในครอบครัวพยายามทำกำไรเพิ่มขึ้นจากญาติตัวเอง  โดยการซื้อธุรกิจบางส่วนที่ญาติคนอื่นถืออยู่หรือขายธุรกิจบางส่วนที่ตัวเองถืออยู่  โดยที่แน่นอนว่ากลุ่มผู้ช่วยนี้จะเป็นคนช่วยจัดการธุรกรรมต่างๆให้และคิดค่าธรรมเนียมนิดหน่อย  ครอบครัวสยามก็ยังเป็นเจ้าของบริษัททุกบริษัทในไทยอยู่นะ  ตอนนี้แค่ว่ามีการจัดสรรกันใหม่เปลี่ยนมือไปมาเท่านั้นเอง  และตอนนี้รายได้ของครอบครัวนี้โดยภาพรวมน้อยลงละ  มาจากกำไรหลังภาษีของบริษัท  หักค่าธรรมเนียมที่จ่ายผู้ช่วย  ยิ่งคนในครอบครัวนี้ซื้อขายไปมาบ่อยเท่าไหร่  ก้อนเค้กของครอบครัวโดยรวมก็จะเล็กลงเรื่อยๆ  ส่วนที่แบ่งให้ผู้ช่วยก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  แน่นอนว่าเรื่องนี้เหล่าผู้ช่วย-โบรกเกอร์ก็รู้ดี  ยิ่งซื้อขายบ่อยเค้ายิ่งชอบ  พวกนี้เค้ามีวิธีกระตุ้นหลายวิธี

    เวลาผ่านไป  เมื่อสมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกตัวว่าเล่นเกม “ฉวยโอกาสจากพี่น้อง” ไม่ค่อยกำไรเท่าไหร่  ก็มีกลุ่มผู้ช่วยกลุ่มใหม่โผล่เข้ามา  ผู้ช่วยกลุ่มนี้ไปอธิบายกับสมาชิกแต่ละคนว่าด้วยตัวเขาคนเดียวไม่สามารถจะเอาชนะญาติคนอื่นในครอบครัวได้  กลุ่มผู้ช่วยเสนอทางแก้ “จ้างผู้จัดการสิ  ใช่  พวกเรานี่แหละ  ของแบบนี้มันต้องให้มืออาชีพจัดการ”  กลุ่มผู้ช่วย-ผู้จัดการนี้ก็ยังต้องใช้กลุ่มผู้ช่วย-โบรกเกอร์ในการทำธุรกรรมซื้อขาย  กลุ่มผู้จัดการบางทีก็ซื้อขายถี่ขึ้นเพื่อให้กลุ่มโบรกเกอร์กำไรมากขึ้นไปอีก  โดยภาพรวมแล้ว  ชิ้นส่วนเค้กก้อนใหญ่ขึ้นละหายไปกับการจ้างผู้ช่วยสองกลุ่มนี้

    นานๆไปครอบครัวก็ยิ่งผิดหวังมากขึ้น  สมาชิกแต่ละคนตอนนี้ก็จ้างมืออาชีพของตัวเองละ  แต่โดยรวมแล้วสถานะทางการเงินของทุกคนแย่ลงกว่าเดิม  จะทำยังไงดีน่ะเหรอ  แน่นอนก็ต้องหาคนช่วยเพิ่มสิ

    ความช่วยเหลือมาในรูปของที่ปรึกษาทางการเงิน  มาเพื่อช่วยสมาชิกครอบครัวสยามให้คำแนะนำการเลือกผู้ช่วย-ผู้จัดการ  สมาชิกครอบครัวที่กำลังมึนก็ยินดีที่มีคนมาช่วย  มาถึงตอนนี้สมาชิกครอบครัวรู้ละว่าพวกเขาเลือกหุ้นเองไม่ถูกและก็เลือกผู้จัดการที่มาเลือกหุ้นให้ไม่ถูกด้วย  ถ้าคนเอะใจนึกได้ก็จะถามว่าแล้วทำไมพวกเขาถึงคิดว่าจะเลือกที่ปรึกษาได้ถูกล่ะ  แต่สมาชิกครอบครัวก็ไม่มีใครเอะใจถาม  และกลุ่มผู้ช่วย-ที่ปรึกษาก็จะไม่ทักเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย

    ครอบครัวสยามตอนนี้กำลังเลี้ยงกลุ่มผู้ช่วยสามกลุ่ม  และพบว่าผลลัพธ์ที่ได้แย่ลงกว่าเดิม  ในขณะกำลังดูเหมือนไม่มีหวัง  ก็มีกลุ่มที่สี่โผล่มา  เราจะเรียกกลุ่มนี้ว่าผู้ช่วย-ไฮเปอร์  กลุ่มนี้บอกกับคนครอบครัวสยามว่าที่ผลตอบแทนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ  ก็เพราะกลุ่มผู้ช่วยสามกลุ่มเดิมโบรกเกอร์, ผู้จัดการ, ที่ปรึกษา  ไม่ได้มีแรงจูงใจมากพอจะทำผลงานให้ดี  พวกนั้นแค่ทำตามน้ำไปงั้นๆ  ผู้ช่วยกลุ่มใหม่ถามว่า “คุณจะไปคาดหวังอะไรได้จากพวกซอมบี้พวกนี้”

    ผู้ช่วย-ไฮเปอร์เสนอทางแก้ที่ง่ายจนน่าตกใจ  พวกคุณแค่ต้อง “จ่ายเงินเพิ่มขึ้น” เท่านั้นเอง  ผู้ช่วยกลุ่มนี้อธิบายอย่างมั่นใจว่าการจ่ายค่าธรรมเนียมสูงๆตามผลงาน  บวกกับค่าธรรมเนียมตายตัวที่สูงด้วย  เป็นอะไรที่สมาชิกครอบครัวต้องกล้าที่จะจ่ายเพื่อให้สามารถเอาชนะญาติๆของตัวเองได้

    สมาชิกครอบครัวบางคนที่ช่างสังเกตหน่อยก็จะเห็นว่า  ผู้ช่วย-ไฮเปอร์บางคนจริงๆก็คือผู้ช่วย-ผู้จัดการที่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่มาเท่านั้นเอง  ตอนนี้ที่เสื้อจะเขียนชื่อฟังเท่ๆเช่น  Hedge fund หรือ Private Equity  ผู้ช่วยกลุ่มใหม่นี้บอกกับสมาชิกครอบครัวที่ช่างสังเกตพวกนี้ว่าการเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่มาเนี่ยสำคัญมาก  เสื้อผ้าชุดนี้เหมือนเสื้อวิเศษที่ทำให้ผู้ใส่เก่งขึ้นกว่าเดิมมาก  ประมาณว่าเหมือนคลาร์ก เค้นต์ คนธรรมดาแปลงร่างตอนเปลี่ยนมาใส่ชุดซุปเปอร์แมน  สมาชิกครอบครัวได้ยินแบบนั้นก็สบายใจ  ยอมจ่ายเงินให้ผู้ช่วย-ไฮเปอร์

    และนั่นคือจุดที่เราอยู่ทุกวันนี้  กำไรจำนวนมากที่ควรจะเป็นของผู้ถือหุ้นเจ้าของบริษัทถ้าได้อยู่นิ่งๆสงบๆ  ก็กลายเป็นไปจ่ายให้กับกลุ่มผู้ช่วยที่มีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ  โดยเฉพาะช่วงหลังมานี้จ่ายแพงเป็นพิเศษเพราะลักษณะค่าธรรมเนียมที่ทำให้ผู้ช่วยได้ส่วนแบ่งเยอะมากจากกำไรถ้าเค้าฉลาดหรือโชคดี  แต่ในกรณีที่ขาดทุนเพราะผู้ช่วยโง่หรือโชคไม่ดี  ภาระทั้งหมดก็จะถูกทิ้งไว้กับคนลงทุน  แล้วยังมีค่าธรรมเนียมคงที่ที่สูงมากซ้ำเข้าไปอีกเป็นค่าที่จ่ายให้ผู้ช่วยนี้มาช่วย

    นิทานเรื่องนี้จบตรงนี้  ไม่รู้ว่าอ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรหรือเปล่า  แต่ส่วนตัวผมว่าตลกดีนะ  และปัจจุบันนักลงทุนหลายคนก็กำลังเป็นแบบครอบครัวสยามนี้อยู่จริงๆด้วย

  • หุ้นที่ผมสนใจ – Equifax

    As of September 24, 2017                      ราคาหุ้นอยู่ $105.04

    Equifax ตอนนี้น่าตื่นเต้นครับ  บริษัทนี้ทำธุรกิจที่มันมีความได้เปรียบมาก  นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่มันราคาตกรุนแรงขนาดนี้  เดี๋ยววันนี้เล่าคร่าวๆให้ฟัง

    Equifax

    equifax

    ลักษณะธุรกิจ

    แกนหลักของบริษัทนี้คือ  รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคน  แล้วขายข้อมูลนั้นให้กับลูกค้า  เช่น

    ธุรกิจเครดิตบูโร  ให้บริการข้อมูลของทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเกี่ยวกับประวัติการเป็นหนี้สิน, สถานะปัจจุบันของการจ่ายหนี้, ประวัติการจ่ายหนี้, ที่อยู่    ส่วนใหญ่ลูกค้าก็จะเป็นบริษัทที่เอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ตัดสินใจต่อเช่น  บริษัทให้เงินกู้ซื้อรถ, บริษัทบัตรเครดิต, สินเชื่อบ้าน, ฯลฯ

    ธุรกิจด้านการตลาด  ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพทางการเงิน, ฐานรายได้  ขายให้กับลูกค้าที่อาจเป็นบริษัทที่ต้องการขายของอะไรซักอย่าง  สามารถทำการตลาดมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ตัวเองต้องการง่ายขึ้น

    ธุรกิจตรวจสอบประวัติ  ให้บริการข้อมูลเรื่องอาชีพ, รายได้  ขายให้กับลูกค้าบริษัททั่วไปที่จะรับคนเข้าทำงาน  หรือบางทีก็รัฐบาลเช็คดูว่าคนที่มาเคลมเงินช่วยเหลือเวลาตกงานนี่ตกงานจริงมั้ย  หรือพวกบัตรเครดิต, สินเชื่อต่างๆเช็คดูว่าคนนี้มีอาชีพจริงมั้ยรายได้เท่าไหร่

    (more…)

  • หุ้นที่ผมสนใจ – Cheesecake Factory

    As of September 2, 2017             ราคาหุ้นอยู่ $41.31

    วันนี้พามาดูบริษัทร้านอาหารในอเมริกาบ้าง  ผมเคยอ่านเจอ Cheesecake Factory นี้ตั้งแต่ปี 2015 ละ  ซึ่งก็น่าสนใจอยู่  แต่ช่วงนั้นนี่ราคาแพงเหลือเกิน  ตอนนี้ราคาตกลงมาเลยเริ่มสนใจจริงจังละครับ

    the-cheesecake-factory

    Cheesecake Factory

    ลักษณะธุรกิจ

    บริษัทนี้ทำร้านอาหาร Cheesecake Factory มีเกือบ 200 สาขาในอเมริกา

    และมีทำเบเกอรี่ขายเค้กในร้านตัวเอง  หรือขายเค้กผ่านร้านคนอื่นด้วย  ซึ่งก็เป็นสาระสำคัญทีเดียว  เพราะสิ่งที่ทำให้ร้านมีชื่อเสียงก็คือไอเรื่องชีสเค้กของเค้านี่แหละ  ปี 2016 ที่ผ่านมายอดขายของหวานในร้านคิดเป็น 16% ของรายได้จากร้านอาหารทีเดียว

    ร้านนี้อยู่ในหมวด Casual dining  เน้นจุดเด่นเรื่องเมนูอาหารหลากหลาย (เกิน 200 รายการ), คุณภาพอาหารที่ดีปรุงสดในครัว, ชีสเค้กที่เป็นยี่ห้อของตัวเองผลิตเอง   และราคาที่กลางๆไม่แพง

    ช่วงหลังมีขยายไปในต่างประเทศด้วยการให้บริษัทอื่นในต่างประเทศซื้อสิทธิ์ไปเปิด  และเริ่มมีซื้อร้านอาหารแบรนด์อื่นกับลองทำร้านแบรนด์อื่นมาลองตลาดเพิ่มขึ้น  ยี่ห้อร้านที่เกี่ยวข้องกับบริษัทนอกจาก Cheesecake Factory ก็จะมี Grand Lux Cafe, Rock Sugar Pan Asian Kitchen, North Italia  และ Flower Child

    (more…)

  • ตื่นเต้นดีใจจนเกินเหตุ

    risk-4

    “There are few things as risky as the widespread belief that there’s no risk.”

    Howard Marks

    ผู้ร่วมก่อตั้ง Oaktree Capital Management

    ผมชอบประโยคนี้ของ  Howard Marks เป็นพิเศษ  ใจความสำคัญคือการลงทุนมีความเสี่ยงสูงมากก็ตอนที่คนจำนวนมากเชื่อว่าไม่มีความเสี่ยง

    ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ  คนลงทุนก็จะมีความระมัดระวังกลัวเสียเงินอยู่  และความระวังนี้ก็จะทำให้อะไรที่ความเสี่ยงสูง  ราคามันจะต้องต่ำหน่อยไม่งั้นมันไม่มีคนซื้อ  ความเสี่ยงที่สูงก็เลยจะสัมพันธ์กับผลตอบแทนคาดหวังที่ต้องสูงตาม

    แต่ทีนี้บางทีตลาดหุ้นอาจจะเข้าสู่โหมดขาดสติได้  มันจะเป็นช่วงที่คนมีความเชื่อว่าการลงทุนความเสี่ยงมันต่ำหรือเชื่อว่าไม่เสี่ยงเลย  พอเชื่อแบบนี้ปุ๊บราคาก็จะสูงขึ้นได้จนเหนือเหตุผล  โดยปกติจะมีขั้นตอนประมาณนี้

    1. เริ่มจากเรื่องจริง

    เช่น

    • อินเทอร์เน็ตกำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก
    • คนจะย้ายมาอยู่คอนโดติดรถไฟฟ้ามากขึ้น
    • เรากำลังจะเป็นสังคมสูงอายุ หุ้นกลุ่มสุขภาพต้องโต
    • เงินจะมาอยู่ในรูปของดิจิตอลมากขึ้น
    1. มีนักลงทุนรุ่นบุกเบิกทำกำไรจริง จากความต้องการของอะไรก็แล้วแต่นั้นจริงๆ

    มีนักลงทุนกลุ่มแรกที่มองเห็นโอกาสเข้าไปลงทุน  แล้วทำกำไรจากปัจจัยที่มีในข้อ 1  เป็นตัวอย่างความสำเร็จทำให้เริ่มมีคนหันมามองโอกาสตรงนี้มากขึ้น

    1. เริ่มมีกระแสความนิยม มีคนสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น

    ถึงขั้นประมาณนี้คนบางกลุ่มเริ่มมีความเชื่อ  และก็จะเริ่มมีคนเข้ามาลงทุนมากขึ้นละ  แต่คนส่วนใหญ่ก็จะยังระมัดระวังอยู่

    1. คนรุ่นต่อๆมาทำกำไรจริง จากความต้องการใช้ของสิ่งนั้นที่สูงขึ้น + ความต้องการที่มาจากการเก็งกำไร

    เริ่มมีคนทำกำไรหลายคนขึ้นเรื่อยๆ  ราคาของนั้นเริ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  กำไรเริ่มมาจากการอะไรที่ไม่ใช่ความต้องการใช้จริงของตัวทรัพย์สินนั้นละ  เริ่มมาจากแรงซื้อเก็งกำไรของคนที่คาดหวังว่าราคาจะสูงขึ้นไปอีก

    1. คนหมู่มากเกิดความเชื่อ

    มาถึงจุดนี้คือคนทั่วไปเชื่อละ  มาจากเหตุผลที่มีมูลจากข้อ 1 + เห็นคนนู้นคนนี้เค้ากำไรกันทุกคน  เริ่มแห่เข้าไปลงทุน  จากความระมัดระวังเปลี่ยนกลายเป็นความกลัวจะตกรถไฟพลาดโอกาส  บางคนถึงกับเริ่มกู้เงินมาลงทุน

    1. ราคาของสินทรัพย์นั้นสูงขึ้นจนเว่อร์

    มาถึงจุดนี้คือมันเป็น feedback loop ละ  คนที่เข้ามาเก็งกำไรทำให้ราคาสูงขึ้นไปอีก  ราคาที่สูงขึ้นทำให้คนจำนวนมากขึ้นโลภมากขึ้นแล้วกระโดดเข้ามาซื้อ  ก็เลยราคาสูงขึ้นไปอีก  แล้วก็เลยทำให้คนกลุ่มใหญ่ขึ้นเข้ามาเก็งกำไรเพิ่มขึ้น  ตรงนี้เป็นจุดที่ความเสี่ยงพุ่งขึ้นสูงมากแล้ว

    1. ปาร์ตี้เลิกตอนที่คนบ้าที่สุดคนสุดท้ายซื้อไป

    มันจะมีจุดนึงที่ราคาสูงซะจนคนจำนวนมากเริ่มได้สติ  และไม่มีใครกล้าเข้าไปซื้อแล้ว

    1. คนคิดได้

    หายบ้า  และส่วนใหญ่ราคาก็จะเริ่มตกกลับมาสู่สภาวะปกติ  เพราะคนส่วนใหญ่กลุ่มหลังๆที่ซื้อคือเพวกเก็งกำไร  ไม่ได้มีเจตนาต้องการใช้ทรัพย์สินนั้นตั้งแต่แรก  เช่น

    • อินเตอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงโลกจริง แต่ไม่ได้แปลว่าบริษัทที่เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตจะกำไรทุกอัน  ความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแปลว่าวันนี้กำไรอยู่ดีๆ  พรุ่งนี้อาจมีนวัตกรรมใหม่มาแทนก็ได้
    • คนจะย้ายมาอยู่คอนโดใกล้แนวรถไฟฟ้ามากขึ้นจริง แต่คนที่จะย้ายมาอยู่คอนโดติดแนวรถไฟฟ้าก็มีจำกัด  และที่สำคัญคอนโดเกิดใหม่ที่ขึ้นมาแข่งก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ
    • สังคมสูงอายุทำให้ธุรกิจสุขภาพโตก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าหุ้นโรงพยาบาลแพงแค่ไหนก็ได้
    • เงินดิจิตอลอาจจะมาจริง แต่จะรู้ได้ไงว่าอันที่ชื่อ Bitcoin มันต้องเป็นผู้ชนะ

    ที่เล่าให้ฟังเป็นขั้นตอนแบบนี้  ไม่ใช่ให้เราพยายามกะจังหวะเข้าไปเก็งกำไรนะครับ  แต่ผมอยากให้เราเห็นวัฎจักร  และคอยสังเกตเหตุการณ์รอบตัวเราไม่ให้เผลอไปแห่ลงทุนกับเค้าด้วย  สังเกตเลย  เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคำพูดประมาณนี้  คุณต้องวิ่งหนีแล้ว เช่น

    • ซื้อเลยยังไงอนาคตราคาก็ขึ้น
    • ดีแน่นอน
    • มันเป็นกระแสของโลกอนาคต
    • คนอื่นที่ลงทุนเค้ากำไรกันเยอะแยะ
    • ไม่มีความเสี่ยงเลยอันนี้

    และ ฯลฯ  อะไรที่คนส่วนใหญ่เชื่อประมาณว่า  ไม่ต้องคิด  ไม่ต้องกลัว  ลงทุนเลย  กำไรแน่นอน  ประมาณนี้อ่ะครับ

    จำไว้ว่า  ยิ่งคนบ้าคลั่งราคายิ่งสูง  ราคายิ่งสูงความเสี่ยงยิ่งสูง  เราไม่ได้มาลงทุนเพราะเราต้องการความเสี่ยง  เรามาลงทุนต้องการกำไรที่เยอะที่สุดโดยให้เสี่ยงน้อยที่สุด

    วันนี้เอาเท่านี้  รอบหน้าเราจะมาพูดถึงเหตุการณ์ผิดปกติที่ทำให้ความเสี่ยงน้อยมากๆกันบ้าง

  • จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรเสี่ยงมาก วัดได้หรือไม่

    ถึงตรงนี้เราน่าจะเห็นภาพตรงกันว่า  เราไม่อยากได้ความเสี่ยงเพราะความเสี่ยงคือโอกาสจะเสียเงิน  ถ้าสมมติเกิดเราจะเลือกลงทุนในอะไรที่เสี่ยงมากขึ้น  เราต้องคาดหวังกำไรที่สูงขึ้นชดเชยเท่านั้น  เราจะไม่ยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นฟรีๆ  คำถามต่อไปคือ  แล้วความเสี่ยงนี่มันวัดได้ไหม หรือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย

    เอาวัดได้ไหมก่อน

    • ความเสี่ยงมันขึ้นอยู่กับมุมมองความเห็นของแต่ละคน
    • ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานอะไรจะมาวัด
    • เหตุการณ์ทั่วไปเราอาจจะคาดเดาได้ แต่พวกเหตุการณ์ประเภทเกิดสิบปีครั้ง เช่น  น้ำท่วมกรุงเทพ  หรืออะไรพวกนั้นมันแทบไม่มีทางรู้

    ในความเห็นผมคือ  ความเสี่ยง  เป็นอะไรที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้  และเชื่อว่าต่อให้เอานักลงทุนเก่งๆหลายคนมานั่งรวมกันในห้อง  ปรึกษากันเลยนะ  ก็ยังได้ตัวเลขออกมาไม่ตรงกันแน่นอน

    แต่ถึงมันจะวัดออกมาเป็นตัวเลขเป๊ะๆไม่ได้  ผมเชื่อว่านักลงทุนที่มีฝีมือจะพอบอกได้คร่าวๆว่าหุ้นไหนเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย  โดยการพิจารณาจากว่านักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังมองโลกในแง่ดีเกินไป, ใช้ความระมัดระวังน้อยไป  และกำลังยอมจ่ายเงินแพงเกินไปเพื่อซื้อหุ้นอยู่หรือเปล่า

    ว่าง่ายๆ  ความเสี่ยงที่สูง  มาจากเหตุผลหลักเลยคือ  ซื้อมาแพง

    หลายคนไปเข้าใจผิดว่า  ผลตอบแทน กับ ความเสี่ยง  มันเป็นอะไรที่แยกจากกันไม่เกี่ยวกัน  แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย  ความเสี่ยงที่สูงกับผลตอบแทนคาดหวังที่ต่ำ  มันเป็นเรื่องเดียวกันครับ  มันมาด้วยกันจากการซื้อในราคาที่แพง  ความเสี่ยงเกิดขึ้น  เมื่อราคาหุ้นสูงขึ้นไปมากๆ  สูงมากซะจนแนวโน้มคือถ้าซื้อมาจะขาดทุนมากกว่าได้กำไร

    ผมพูดเสมอว่า  คนซื้อหุ้นมาแพงเสียเปรียบคนซื้อมาถูกเสมอ

    1. ถ้าหุ้นขึ้น คนซื้อมาแพง  กำไรน้อยกว่า  คนซื้อมาถูก
    2. ถ้าหุ้นตก คนซื้อมาแพง  ขาดทุนหนักกว่า  คนซื้อมาถูก
    3. ได้ปันผล คนซื้อมาแพง  % ผลตอบแทนน้อยกว่า  คนซื้อมาถูก

    วันนี้พอเท่านี้ก่อน  สรุปคือ  จะรู้ได้ไงว่าเสี่ยงมาก  เราสามารถกะได้คร่าวๆจากการพิจารณานักลงทุนทั่วไป  ดูว่าเค้ากำลังตื่นเต้นดีใจแล้วทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูงหรือเปล่า

    คราวหน้าเราจะมาทำความเข้าใจต่อเรื่อง  ตื่นเต้นดีใจเกินไปนี่ดูจากอะไร  และทำไมคนถึงต้องตื่นเต้นดีใจขนาดนั้นด้วย