Blog

  • บิทคอยน์กับเงินดิจิตัลสกุลต่างๆ

    bitcoin-craze

    ช่วงนี้เริ่มจะโดนคนถามหัวข้อนี้หลายครั้งน่าจะเป็นเพราะมีคนสนใจเยอะ  ดังนั้นเพื่อความชัดเจนผมเลยมาเขียนตอบเป็นบทความเอาชัดๆ  ส่วนตัวผมคิดว่าตอนนี้บิทคอยน์และเงินดิจิตัลสกุลตั้งเองทั้งหลายเป็นฟองสบู่  และผมจะไม่ลงทุนหรือสนับสนุนให้ลูกศิษย์หรือใครก็ตามลงทุนในพวกนี้แน่นอน  ด้วยเหตุผลอะไรเดี๋ยวผมพยายามเรียบเรียงอธิบายความคิดผมให้ฟังครับ

    อย่างแรกต้องมาตั้งสติกันนิดนึงก่อนว่าสรุปบิทคอยน์กับเงินดิจิตัลทั้งหลายนี่มันคืออะไรกันแน่  มันเป็นทรัพย์สินที่โดยตัวมันเองมีค่าหรือเปล่า  หรือมันเป็นทรัพย์สินที่มีค่าจากการที่คนสมมติมูลค่ามันขึ้นมา

    ทรัพย์สินสำหรับผมมันจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆตามที่มาของมูลค่า  คือ

    1. ทรัพย์สินที่ตัวมันเองมีค่า เพราะทำประโยชน์อะไรซักอย่างก่อให้เกิดรายได้

    เช่น  ห้องคอนโด  นึกภาพอย่างถ้าเราเป็นเจ้าของห้องคอนโดที่สามารถปล่อยเช่าได้  ทุกเดือนมีคนใช้ห้องที่เราเป็นเจ้าของ  ผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าให้เราทุกเดือนเนื่องจากเราเป็นเจ้าของห้องนั้น  ดังนั้นห้องคอนโดเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าโดยตัวมันเอง  เพราะตัวมันเองทำงานสร้างรายได้ให้เราได้

    หรืออย่างหุ้น  นึกภาพหุ้น CPALL ก็ได้  มันคือใบแสดงสิทธิ์ว่าเราเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทที่ทำ 7-11  เวลามีคนมาซื้อของและบริษัทมีกำไร  กำไรส่วนหนึ่งนั้นเป็นของเรา  บางส่วนของกำไรของเราก็ถูกปันผลออกมาเป็นเงินสดให้เรา  บางส่วนก็สะสมเก็บไว้ในบริษัทไปลงทุนต่อเพื่อเพิ่มกำไรมากขึ้นในปีต่อๆไป  ดังนั้นหุ้นเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าโดยตัวมันเอง  เพราะมันทำงานสร้างรายได้ให้เราได้

    ทรัพย์สินกลุ่มนี้เวลาขาย  ราคาขายมันจะมาจากความสามารถในการสร้างรายได้เป็นหลัก  บวกกับความนิยมของคนเป็นปัจจัยเสริม

    1. ทรัพย์สินที่ตัวมันเองไม่มีค่า มูลค่ามาจากคนสมมติขึ้นมา

    เช่น  ของสะสม, เหรียญสะสม, ภาพวาด, ฯลฯ  พวกนี้โดยตัวมันเองไม่ได้สร้างรายได้  มูลค่าขึ้นกับการที่คนให้มูลค่ามัน  จะเพราะอยากได้หรือชอบหรือเก็งกำไรก็แล้วแต่

    หรืออย่างค่าเงิน  ไม่จำกัดว่าเป็นเงินดิจิตัลหรือเงินบาท, ปอนด์, ฯลฯ  พวกนี้โดยตัวมันเองก็ไม่ได้สร้างรายได้  มีไว้เป็นตัวแทนในการแลกเปลี่ยนเฉยๆ  มูลค่ามาจากคนสมมติเช่นกัน

    ทรัพย์สินกลุ่มนี้เวลาขาย  ราคาขายมันจะมาจากความนิยมของคนเป็นหลัก

    ทีนี้บิทคอยน์และเงินดิจิตัลคืออะไร  ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นสกุลเงิน  เพียงแต่ว่ามีจุดเด่นบางอย่างเพราะใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการบันทึกธุรกรรมแค่นั้นเอง  เพื่อความเข้าใจง่ายเอาเป็นว่าหลักๆแล้ว  มันคือสกุลเงินที่ไม่มีการควบคุมโดยหน่วยงานรัฐ (เหมือนอย่างเงินบาทงี้ที่ควบคุมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย), ไม่อาศัยตัวกลางอย่างธนาคาร  และยากต่อการปลอมแปลง  ยังไงในรายละเอียดต้องขอให้ไปหาอ่านที่อื่นเอาไม่งั้นมันจะอธิบายยาวมาก

    จริงๆมันจะมีเหตุผลทางเทคนิคอื่นที่ทำให้ผมไม่ไว้ใจจะลงทุนในกลุ่มพวกนี้  แต่สมมติตัดเหตุผลเหล่านั้นไป  เอาสาเหตุหลักๆพอ  สิ่งที่ทำให้ผมไม่ลงทุนในพวกนี้แน่นอนเรียงตามความสำคัญคือ

    1. มูลค่าขึ้นอยู่กับการยอมรับของคน

    เนื่องจากมันเป็นสกุลเงินน่ะครับ  ประเด็นหลักของสกุลเงินคือเอาไว้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อของ

    นึกภาพดูนะอย่างเช่นเงินบาท  ทำไมเงินบาทถึงมีคนอยากได้  ก็เพราะถือเงินบาทไว้สามารถเอาไปซื้อของในไทยได้ไง  อาจจะเป็นนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวไทย  หรือใครอยากจะมาซื้อของไทย  ถ้ามีคนอยากได้เงินบาทเยอะๆก็จะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

    แล้วทำไมแบงค์กาโม่ไม่มีคนอยากได้  ก็เพราะถือแบงค์กาโม่ไปซื้อของแล้วคนไม่รับใช่มั้ยครับ

    ดังนั้นบิทคอยน์หรือค่าเงินอะไรก็แล้วแต่จะมีค่า  ก็ต่อเมื่อมีคนยอมรับมันเป็นสื่อการกลางการซื้อขาย

    ซึ่งประเด็นนี้  ปัจจุบันบิทคอยน์เอาไปใช้ซื้ออะไรได้อยู่นะ  แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกสินค้าหรือบริการออนไลน์  ของทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ซื้อขายด้วยบิทคอยน์ได้ก็ยังน้อยมาก  แล้วก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะมีคนยอมรับแค่ไหน

    ปัจจุบันบิทคอยน์ซื้ออะไรได้บ้าง  ลองอ่านนี่ดู  https://99bitcoins.com/who-accepts-bitcoins-payment-companies-stores-take-bitcoins/

    1. มีเงินดิจิตัลใหม่โผล่มาได้อยู่ตลอด

    สมมติเราบอกว่าอนาคตคนจะไม่ถือเงินสด  เงินอยู่ในรูปดิจิตัลหมด  ซึ่งแบบนั้นมันเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นแหละเพราะเทคโนโลยีมันไปในทางนั้นจริง  และการจ่ายด้วยโทรศัพท์หรือการทำธุรกรรมออนไลน์ก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ  แต่แล้วทำไมต้องบิทคอยน์  ในเมื่อวันดีคืนดีก็มีคนอื่นโผล่มาทำเงินดิจิตัลอื่นเมื่อไหร่ก็ได้

    บิทคอยน์ต่างกับบิทคอยน์แคชอย่างไร  ใครบอกผมได้บ้าง  หรือทำไมไม่ไปใช้เงิน Ethereum แทน  หรือทำไมไม่ไปใช้ Ripple แทน  หรือสกุลเงินอื่นๆในอนาคตที่อาจจะโผล่ขึ้นมา  ในเมื่อสุดท้ายแล้วพวกนี้มันเป็นแค่สื่อกลางในการซื้อขายนี่ครับ  มันมีความแตกต่างอะไรกันตรงไหนเหรอ

    1. เสียเปรียบเงินสกุลหลักที่รัฐบาลให้การรับรอง

    ผมนึกไม่ออกว่าในฐานะเป็นสื่อกลางการซื้อขายของ  การซื้อขายด้วยบิทคอยน์สำหรับบุคคลทั่วไปแบบเรานี่มันได้เปรียบการซื้อขายด้วยเงินปกติตรงไหน  ง่ายกว่าหรือปลอดภัยกว่าหรือค่าใช้จ่ายถูกกว่ายังไง

    สุดท้ายเงิบบาท, ดอลล่าร์  หรือเงินสกุลหลักอื่นๆที่รัฐบาลของประเทศให้การรับรอง  มันก็สามารถอยู่ในรูปแบบดิจิตัลได้เหมือนกัน  ทุกวันนี้เวลาเราโอนเงินซื้อของนู่นนี่เราก็ทำได้ด้วยมือถือหรือออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย  และเรื่องค่าธรรมเนียมก็ต่ำลงเรื่อยๆ  อย่างประเทศไทยทุกวันนี้มี Prompt Pay โอนต่างธนาคารต่ำกว่า 5,000 บาทก็ฟรีแล้วด้วย  แถมได้รับการรับรองโดยรัฐบาลว่าสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายด้วยนะ

    มันมีเหตุผลหรือประเด็นอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ที่จะใช้บิทคอยน์หรือเงินดิจิตัลอื่น  ซึ่งเท่าที่เห็นความได้เปรียบก็มีจะแต่เรื่องว่าไม่สามารถติดตามตรวจสอบธุรกรรมได้  ทำให้ขายของผิดกฎหมายหรือหนีภาษีได้

    1. ตอนนี้คนส่วนใหญ่ที่ซื้อบิทคอยน์หรือเงินดิจิตัล ซื้อเพราะการเก็งกำไร

    เท่าที่เห็นทั้งในข่าวหรือที่ถามคนทั่วไป  คนให้ความสนใจกับว่าบิทคอยน์จะขึ้นต่อมั้ย  Ethereum จะราคาขึ้นด้วยมั้ยปีนี้  ปีที่แล้วราคาขึ้นมากี่ % แล้ว  ถึง $10,000 แล้ว  หรืออะไรประมาณนี้  คนไม่ได้สนใจจะถือบิทคอยน์หรือเงินดิจิตัลเพราะจะไปใช้ซื้อสินค้าอะไร  แล้วในข่าวเองก็แทบจะไม่มีใครพูดถึงว่ามีร้านค้าไหนรับชำระเงินด้วยบิทคอยน์บ้าง  มีแต่คนมาให้สัมภาษณ์ว่าราคาจะขึ้นต่อไปนะ  หรือราคาน่าจะตกนะ  วันนี้ราคาขึ้น  วันนี้ราคาลง  ฯลฯ

    บรรยากาศแบบนี้มันบรรยากาศของเก็งกำไรชัดๆ  ฟองสบู่แน่นอน  คนกำลังเมากับความโลภ

    ผมไม่รู้ว่ายังไง  ในอนาคตต่อไปอาจจะมีคนใช้บิทคอยน์ซื้อของอยู่หรือไม่มีก็แล้วแต่  แต่ที่แน่ๆตอนนี้นี่มันฟองสบู่นี่หว่า  ช่วงเวลาที่คนแห่ซื้ออะไรซักอย่างโดยไม่สนใจว่าซื้อมาเพื่อทำอะไรสนใจแค่กะจะขายต่อให้คนอื่นได้แพงขึ้น  ถึงจุดหนึ่งเมื่อไม่มีคนบ้ามาซื้อต่อ  ราคามันก็จะหยุดแล้วคนก็จะเริ่มตกใจแห่ขายแทน  อาการแบบนี้มันมีมาเยอะละครับ

    ปิดสรุปสุดท้าย  ถึงผมจะเชื่อว่ามันเป็นฟองสบู่นะ  แต่มันไม่ได้แปลว่าราคามันจะขึ้นไปอีกไม่ได้  ราคาเงินดิจิตัลพวกนี้ปีนี้มันอาจจะขึ้นพรวดไปอีก  ถ้าเราไปซื้อก็อาจจะกำไรก็ได้  แค่ผมขอให้เราตระหนักว่ากำลังเก็งกำไรอยู่และมีโอกาสเละละกัน  เพราะเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็ววันหนึ่งคนจะหายบ้า  และทรัพย์สินเก็งกำไรที่ตัวมันเองไม่มีมูลค่าแบบนี้ราคามันจะหล่นโครมลงมาเมื่อคนเปลี่ยนความคิด

    ใครจะเข้าไปเก็งกำไรก็เชิญเลยครับ  น่าจะตื่นเต้นได้ลุ้นดีนะ  ส่วนตัวผมไม่ลงทุนในพวกนี้แน่นอน  ผมไม่นิยมลงทุนในอะไรที่ผมไม่มั่นใจอย่างน้อย 80% ว่าจะกำไร  แทนที่จะไปวัดดวงนั่งลุ้นกับพวกนี้  สู้ผมฉวยโอกาสซื้อหุ้นกิจการดีแล้วราคาตกรุนแรงเพราะคนตกใจ  เอากำไรง่ายๆสบายๆไม่ดีกว่าเหรอ

  • หุ้นที่ผมสนใจ – CGN Power

     

    As of January 6, 2018                   ราคาหุ้นอยู่ 2.14 HKD

    ดูเหมือนการหาหุ้นดีราคาถูกยังเป็นไปได้อยู่  คราวนี้ผมพูดถึง CGN Power ครับ  เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าในจีนที่ผลประกอบการทำได้ไม่เลวแต่ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ

    cgn-logo cgn-nuclear-power-plantcgn-nuclear-power-plant-structure

    ลักษณะธุรกิจ

    บริษัทนี้ทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นหลัก  ธุรกิจมีรายได้ 80% มาจากการผลิตและขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  กำไรหลักของบริษัทก็มาจากธุรกิจขายไฟฟ้า  ลูกค้าก็แน่นอนคือรัฐบาลจีน  ซึ่งจริงๆผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทนี้ก็เป็นรัฐบาลจีนนั่นแหละ  อดีตเป็นหน่วยงานของรัฐบาลมาก่อน

    มีธุรกิจอื่นเสริมเช่นรับงานวิศวกรรมก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และงานบริการด้านเทคนิคให้กับคนอื่น  แต่ธุรกิจนี้รายได้คิดเป็นประมาณ 20% เท่านั้น  และคิดเป็นสัดส่วนกำไรก่อนภาษีไม่ถึง 2% ของบริษัท  ดังนั้นธุรกิจส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระสำคัญ  มองข้ามไปได้เลย

    แล้วที่ผ่านมาเป็นไง

    CGN Power เพิ่งขายหุ้นในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อปี 2014 เท่านั้น  ข้อมูลย้อนหลังก็เลยมีไปไม่ไกลเท่าไหร่  แต่ถ้าเอาตามข้อมูลที่มีบริษัทนี้ก็ทำได้ดีทีเดียว

    ที่บริษัทนี้ทำได้ดีเพราะว่า  ส่วนหนึ่งมันเป็นธรรมชาติของธุรกิจโรงไฟฟ้าอยู่แล้วที่รายได้จะค่อนข้างสม่ำเสมอเนื่องจากโรงไฟฟ้าเดิมที่สร้างไปแล้วจ่ายไฟต่อเนื่องให้ภาครัฐ  ทำให้บริษัทมีกำไรอยู่ตลอด  ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ของบริษัทนี้อยู่ที่ 60% ของไฟฟ้าที่มาจากนิวเคลียร์ในประเทศจีนทั้งหมด

    ความได้เปรียบหลักคาดว่าน่าจะเป็นเพราะ CGN Power เป็นรัฐวิสาหกิจ  จึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นพิเศษด้วย  ปัจจุบันบริษัทมีแผนกำลังสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่หรือเพิ่มเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้าเดิมอย่างต่อเนื่อง  โดยส่วนแบ่งการตลาดของแผนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ที่รัฐบาลอนุมัติแล้วของบริษัทนี้อยู่ที่ประมาณ 56% ของแผนการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ทั้งหมดในประเทศจีน  ซึ่งแปลว่าบริษัทนี้ก็จะยังคงบริษัทที่ทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจีนเจ้าหลักต่อไป  มีโอกาสกำไรเติบโตอีกในอนาคตค่อนข้างแน่นอน  ตราบใดที่เศรษฐกิจประเทศจีนยังเติบโตอยู่และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ

    ทำไมตอนนี้ถึงน่าสนใจ

    หลักๆเลยคือหุ้นมันถูก  บริษัทที่ผ่านมาค่อยๆกำไรดีขึ้นแต่ราคาหุ้นอยู่ที่เดิม

    และที่สำคัญคือ  โดยแนวโน้มแล้วบริษัทควรจะทำได้ดีขึ้นต่อเนื่องและมีกำไรสูงขึ้นได้ต่อไปอีกในอนาคต  ด้วยเหตุผลหลักๆดังต่อไปนี้

    1. ลูกค้าคือภาครัฐ ธุรกิจที่ได้สัมปทานแบบนี้กำไรสม่ำเสมอ
    2. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถือเป็นพลังงานสะอาดประเภทหนึ่ง ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนหรือเขม่าการเผาไหม้สู่ชั้นบรรยากาศเหมือนโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือเชื้อเพลิงอื่น  ซึ่งเรื่องมลพิษทางอากาศเป็นเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญมากในเวลานี้
    3. ในหมู่พลังงานสะอาด ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะถูกกว่าพลังงานสะอาดประเภทอื่นอย่างลมหรือแสงอาทิตย์อยู่มาก
    4. ปัจจุบันบริษัท CGN Power มีโครงการที่กำลังก่อสร้างเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 80% ของที่ดำเนินการแล้วในตอนนี้ ดังนั้นสมมติว่าอัตราส่วนกำไรสุทธิใกล้เคียงเดิม  ถ้ารายได้โต 80%  กำไรของบริษัทก็น่าจะโตพอๆกัน  แปลว่ากำไรโตได้อีกเยอะมาก
    5. การใช้ไฟฟ้าในจีนในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า เชื่อว่าก็จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นกว่าวันนี้  ดังนั้นแผนในการขยายก็ไม่น่าจะล่ม

    เรื่องที่ต้องระวังคือ  เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้ต้นทุนสูงมาก  บริษัทนี้เลยมีสัดส่วนหนี้สินใหญ่มาก  ถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงรุนแรงเช่นเตาปฏิกรณ์ระเบิดหรืออย่างอื่น  ก็อาจจะทำให้เละได้เหมือนกัน  เราต้องจำใส่ใจไว้ว่ามีความเสี่ยงตรงนี้

    แต่ถ้านอกเหนือจากเรื่องหนี้สินที่ใหญ่แล้ว  บริษัทนี้แค่ด้วยผลประกอบการปัจจุบันต่อให้ทำได้เท่าเดิมไปเรื่อยไม่ขยายก็ค่อนข้างราคาถูกอยู่แล้ว  และยังมีโอกาสที่กำไรจะสูงขึ้นเรื่อยๆ  มันก็เลยเป็นหุ้นที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษครับ

  • หุ้นที่ผมสนใจ – Dignity

    As of December 2, 2017              ราคาหุ้นอยู่ 1,624p       (100p = 1 GBP)

    บริษัทนี้เชื่อว่าน้อยคนมากจะรู้จัก  เป็นบริษัทในอังกฤษที่ผมก็เพิ่งเคยอ่านเจอช่วงปีนี้เอง  ที่ผ่านมาไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะไม่คิดว่าราคามันจะตกจนมีโอกาสได้ซื้อ  แต่ผิดคาดเพราะช่วงไม่กี่เดือนมานี้ราคาตกลง 30% ได้ละ  วันนี้เลยมาเล่าให้ฟังเพราะกำลังตื่นเต้นครับ

     

    dignity-logofuneral-services

    ลักษณะธุรกิจ

    บริษัทนี้ทำธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับงานศพ  แบ่งธุรกิจเป็น 3 กลุ่มหลักๆคือ

    บริการจัดงานศพ  และของต่างๆที่ใช้ประกอบในงานศพอย่างเช่นพวงหรีด  มีสถานที่จัดงานศพกระจายอยู่หลายที่ในอังกฤษ  ปัจจุบันเกิน 800 จุด  ธุรกิจกลุ่มนี้เป็นตัวหลักของบริษัท  นับเป็นประมาณ 69% ของรายได้ทั้งหมด

    บริการเผาศพ  และรวมถึงบริการเช่าหลุมฝังศพที่สุสาน  รายได้จากกลุ่มธุรกิจนี้คิดเป็นประมาณ 22% ของรายได้ทั้งหมด

    ขายแผนจัดงานศพล่วงหน้า  อันนี้ก็คือเป็นสัญญาที่ขายให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ว่าถ้าเค้าเสียชีวิตบริษัทจะมาเป็นผู้จัดงานศพให้  ส่วนใหญ่ลูกค้าคือผู้สูงอายุที่ไม่ต้องการให้เป็นภาระของลูกหลาน  รายได้กลุ่มธุรกิจนี้คิดเป็นประมาณ 9% ของรายได้ทั้งหมด

    แล้วที่ผ่านมาเป็นไง

    10 ปีที่ผ่านมาทำได้ดีขึ้นมาตลอดไม่ค่อยมีการแกว่งรุนแรง  วิกฤติช่วงปี 2008 ไม่มีผลอะไรกับธุรกิจเค้าเลย  (ยกเว้นปี 2014 ปีเดียวที่บริษัทมีรายการพิเศษเลยดูเหมือนขาดทุน  แต่ไปอ่านรายงานในรายละเอียดจะทราบว่าธุรกิจทำได้ดีเป็นปกติ)

    โดยรวมแล้วการเติบโตมาจากจำนวนคนตายในอังกฤษเยอะขึ้น  กับการขยายสาขาและสถานที่เผาศพ  ทั้งด้วยการซื้อกิจการบริษัทจัดงานศพเล็กๆในท้องถิ่นหรือขยายด้วยตัวเอง

    ทำไมตอนนี้ถึงน่าสนใจ

    ล่าสุดผลประกอบการปีนี้ก็ออกมาดีกว่าปีที่แล้วขึ้นไปอีก  มาจากจำนวนคนตายที่เพิ่มขึ้น  แต่ผู้บริหารก็บอกว่าเห็นแนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจจัดงานศพแข่งกันรุนแรงมากขึ้น  และมีแนวโน้มคู่แข่งใหม่ๆมาทางออนไลน์ด้วย  อย่างปี 2016 ส่วนแบ่งการตลาดจัดงานศพอยู่ที่ 11.8% ตกลงมาเมื่อเทียบกับปี 2015 ที่ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 12.3%

    ด้วยความตกใจเรื่องการแข่งขัน  ราคาหุ้นเลยตกพรวดพราดในช่วงที่ผ่านมา  ตกลงไปจากที่ราคาเคยอยู่แถว 2,400p ลงมาแถว 1,600p  คร่าวๆก็คือตกมาประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 33.33% ได้

    สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากเลยคือ

    1. ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่มีความต้องการอยู่ตลอด ไม่เกี่ยวอะไรกับสภาพเศรษฐกิจ
    2. ที่ผ่านมาบริษัทนี้ทำได้ดีมาก โดยเฉลี่ยบริษัทบอกว่า 70% ของลูกค้า  มาจากการที่ลูกค้าเก่าบอกต่อ
    3. ส่วนแบ่งการตลาดหลายปีที่ผ่านมา ถึงจะมีขึ้นลงบ้างมันปกติ  แต่โดยรวมขยับตัวขึ้นช้าๆ
    4. ความกังวลเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นทำให้คนตกใจเกินเหตุ เพราะ
      • ยังไงการจัดงานศพก็เกี่ยวกับพื้นที่ คนเมือง A คงไม่วิ่งไปจัดงานศพที่เมือง B แน่นอน  บริษัทที่มีเครือข่ายกว้างยังไงก็ได้เปรียบ
      • ที่ผ่านมามันก็แข่งขันอยู่แล้ว บริษัทเค้าก็ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าเดียวในประเทศตั้งแต่แรกละ
      • ถ้าอนาคตการทำการตลาดทางออนไลน์มากขึ้น บริษัทที่ใหญ่กว่าก็ได้เปรียบอยุ่ดีเพราะมีทุนโฆษณามากกว่า

    โดยรวมผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมคนต้องตกใจขนาดหุ้นตกรุนแรงขนาดนั้น  ราคามันอาจจะตกลงไปอีกก็ได้ด้วยความบ้าของคน  แต่ผมว่าที่ราคา 1,600p กับบริษัทที่กำไรขนาดนี้ทำได้ดีขนาดนี้ถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจมากละครับ  เชื่อว่าซักพักนึงถ้าบริษัทยังทำได้ดีเหมือนเดิมคนก็จะเริ่มได้สติกลับมาครับ

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 10 – ลงรายละเอียดเรื่องแผนการเกษียณ

    this-is-our-retirement-plan

    เรื่องการเกษียณนี่ผมว่าเป็นเป้าหมายทางการเงินตัวสำคัญใหญ่สุดละครับ  เป้าหมายอันอื่นพลาดได้ยังแก้ไขทัน  แต่ถ้าเรื่องเกษียณถึงเวลารู้ตัวว่าพลาดก็ไม่ทันละครับชีวิตลำบากแน่นอน  หัวข้อนี้เรามีพูดถึงคร่าวๆไปตั้งแต่หัวข้อปรับจูนแผนการออมไปละ แต่วันนี้เดี๋ยวเรามาพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการวางแผนการเกษียณเพิ่มเติมกัน

             “ฉันจะเกษียณได้ตามเป้ามั้ย”

    อันนี้เป็นคำถามสำคัญที่สุดอันหนึ่งเลยแหละ  แต่มันเป็นอะไรที่ตอบยาก  เพราะสถานการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน  ตั้งแต่ขั้นตอนการออมไปจนถึงวัยเกษียณ, การใช้เงินหลังเกษียณ,  มันเป็นอะไรที่แล้วแต่คน  แล้วยังมีผลตอบแทนการลงทุนของสินทรัพย์ต่างๆทั้งช่วงระหว่างออมไปจนถึงช่วงที่เกษียณ  หรือคำถามว่าเราจะมีชีวิตอยู่กี่ปีหลังเกษียณ  เป็นอะไรที่เราไม่มีทางรู้ชัดเจนได้เลย

    สิ่งที่เราทำได้คือการประมาณคร่าวๆเอาจากเงินออมปัจจุบัน, เงินที่จะออมเพิ่มในอนาคต  และคาดการณ์การใช้จ่ายหลังเกษียณ   ผมจะแนะนำการใช้เครื่องมือต่างๆ  แล้วเดี๋ยวเราไปใส่ตัวแปรตามสถานการณ์แต่ละคนเอา

    สำหรับคนที่ยังไม่เกษียณ  และกำลังเตรียมเกษียณ

    1. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

    รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการเกษียณก่อน  หลักๆเลยก็ต้องมี

    • เงินออมปัจจุบันที่เราจัดสรรไว้สำหรับเตรียมเกษียณมีอยู่แล้วเท่าไหร่ ?
    • เงินออมที่ตั้งใจจะจัดสรรไว้สำหรับเตรียมเกษียณเพิ่มเติมต่อปี ปีละเท่าไหร่ ?
    • คาดการณ์จะเกษียณเมื่อไหร่ ?
    • ตอนเกษียณมีรายได้มาจากทางอื่นอีกมั้ย มีเท่าไหร่ ?
    1. ดูว่าปัจจุบันเราจัดสรรการลงทุนสำหรับเกษียณไว้อย่างไร

    ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่เราไว้ใช้ประมาณการณ์ว่าผลตอบแทนการลงทุนจะเป็นกี่ % ต่อปี  พยายามแยกให้ได้ว่ามีสินทรัพย์ใกล้เคียงเงินสด, ตราสารหนี้, หุ้น, อสังหาริมทรัพย์  เป็นสัดส่วนเท่าไหร่  เอาเฉพาะเงินทุนส่วนที่กันไว้สำหรับการเกษียณนะ  ส่วนที่กันเอาไว้ทำอย่างอื่นไม่เกี่ยว

    ประมาณผลตอบแทนการลงทุนของหุ้นกับตราสารหนี้  เราอาศัยผลตอบแทนของกองทุนรวมประเภทนั้นๆกะเอาก็ง่ายดี  โดยโหลดเอาจากเวปของ AIMC ก็ได้  เลือกใช้กองทุนที่ทำได้กลางๆผลตอบแทนระดับเปอร์เซนต์ไทล์ที่ 50th เป็นเกณฑ์   http://oldweb.aimc.or.th/21_infostats_mf_report.php

    ส่วนผลตอบแทนของสินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์  อ้างอิงจากมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยเอาละกันครับ  https://drive.google.com/open?id=19dOOzBHWP-gpO9rglDHRmVDoFL8WtJaw

    สมมติว่าการลงทุนของเราเป็นผสมตราสารหนี้ 70% หุ้น 30%  ผลตอบแทนคาดหวังคือ

    (70% × 2.51%)+(30% × 9.38%)   =   4.57%

    2.51% เอามาจากเฉลี่ยผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังของกองทุนประเภท Mid Term General Bond

    9.38% เอามาจากเฉลี่ยผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังของกองทุนประเภท Equity General

    1. ใส่ข้อมูลลงไปในเครื่องมือคำนวณ

    ก็มีแนะนำถ้าเป็นออนไลน์  ใช้ของ Vanguard ก็ใช้ง่ายดี  ของเค้าจะมีกราฟแท่งสองอันเปรียบเทียบให้ดูว่า   แล้วเราใส่ข้อมูลของเราลงไป  สามารถปรับจูนเอาเองได้ด้วยhttps://retirementplans.vanguard.com/VGApp/pe/pubeducation/calculators/RetirementIncomeCalc.jsf

    หรือลองใช้ของผมดูด้วยก็ได้  แต่มันจะเป็นไฟล์ excel ทำเอง  ดูยุ่งนิดนึงแต่ก็ไม่มีอะไรยาก  แค่ใส่เป้าหมายที่ต้องการเมื่อเกษียณ, ข้อมูลส่วนตัว, ข้อมูลการออม  ที่เพิ่มเติมคือมีคิดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมข้าไปให้ด้วย  เวลาใช้ก็คือใส่ข้อมูลในช่องสีเขียวให้ครบเท่านั้นเอง  https://drive.google.com/open?id=1TP7t5aJmyoEr15vuB676_dIjMLdXl_AK

    พวกเครื่องมือพวกนี้ต้องเข้าใจว่ามันมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด  ดังนั้นถ้าให้ดีก็ลองทำทั้งสองอันแหละ

    1. ปรับแผนให้เหมาะสมกับเรา

    เวลาใช้พวกเครื่องมือคำนวณ  การลองปรับตัวแปรต่างๆจะทำให้เราเห็นภาพว่าผลกระทบของตัวแปรต่างๆมีผลต่อเป้าหมายการออมเราขนาดไหน  ทีนี้สมมติเราพบว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของเราจะออมได้ไม่ถึงเป้าหมายเกษียณที่เราตั้งไว้  เราอาจจะลองหาวิธีปรับดูว่าเราต้องทำอย่างไรเราถึงจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้

    ตัวแปรสำคัญที่เราจะสามารถปรับได้  และมีผลมากต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของเป้าหมายเกษียณ  มีดังต่อไปนี้

    • จำนวนเงินที่จะใช้ต่อเดือน / ปีเมื่อเกษียณอายุ

    ตัวเลขนี้ยิ่งสูง  การออมให้ถึงเป้าหมายก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น  ลองพิจารณาดูจริงๆจังๆว่าตัวเลขนี้สำหรับตัวเราแล้วจะต้องมีอย่างน้อยสุดเท่าไหร่กันแน่  หาต่ำที่สุดให้เจอก่อน  บางคนอาจจะตั้งสูงเกินไปด้วยความเคยชินกับไลฟ์สไตล์ช่วงที่ยังมีรายได้จากงาน  การตั้งเป้าหมายไม่ได้แปลว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบอนาถา  เราอาจจะตั้งตัวเลขที่สูงกว่าตัวเลขขั้นต่ำที่สุดก็ได้  แต่ลองปรับน้อยลงดูนะ  จะเห็นว่าแผนการออมจะง่ายขึ้นเยอะเลย

    • อายุเกษียณ

    การทำงานแล้วเกษียณตอนอายุมากขึ้นมีประโยชน์ 3 อย่าง  หนึ่งเลยคือคนที่ทำงานเกษียณช้ากว่ามีเวลาสะสมทรัพย์สินเยอะกว่า  สองคือมีเวลาให้ทรัพย์สินที่ออมไว้สำหรับเกษียณมีเวลาโตทบต้นนานขึ้น  และสามเลยคือเหลือจำนวนปีที่เราจะดึงเงินเกษียณมาใช้น้อยลง  ทั้งสามอย่างนี้มีผลเยอะมากต่อแผนเกษียณของเรา

    • คาดการณ์อายุขัย

    เรากะอายุตัวเองน้อยไปหรือมากไปหรือเปล่า  บางคนอาจจะไม่รู้ว่าถ้าสมมติเราอายุถึงวัยเกษียณ 60 ปี  หลังจากนั้นเราน่าจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปี  แน่นอนไม่มีใครรู้หรอกแต่ใช้ค่าเฉลี่ยประเทศไทยเอาก็ได้ครับ  ผมก็ไม่ทราบว่าตัวเลขของที่ไหนเชื่อถือได้มากสุดนะ  แต่ลองใช้ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม  มหาวิทยาลัยมหิดลเอาละกัน  http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsr/Contents/Documents/Gazette/Population_Gazette2017-TH.pdf

    • ผลตอบแทนคาดหวัง

    เราจะปรับผลตอบแทนคาดหวังได้ก็คือมาจากเราปรับสัดส่วนของสินทรัพย์ที่เราลงทุนเป็นหลัก  เราเป็นคนกลัวความเสี่ยงจนเกินไปหรือเปล่า  เป็นไปได้มั้ยว่าเราจะปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นมากขึ้น  ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นดีกว่าครับ  อย่ากลัวไปก่อนหรือไปเข้าใจผิดว่าหุ้นเป็นทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงมากเพราะจริงๆแล้วมันแค่เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนมากเฉยๆ  ถ้าเรามีเวลาหลายปี  ในระยะยาวแล้วผลตอบแทนของหุ้นโดยเฉลี่ยก็จะเท่ากับอัตราการเติบโตของบริษัทนั้นๆน่ะแหละ  ถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นซึ่งคือลงทุนในหุ้นหลายบริษัทในไทย  ผลตอบแทนเราก็จะพอๆกับการเติบโตของธุรกิจในไทยน่ะครับ

    ในความเห็นส่วนตัวผม  ถ้าเรามีเวลาเกิน 20 ปีกว่าเราจะเกษียณ  ลงทุนกองทุนหุ้น 80%-100% ไปเลยก็ได้นะ  แล้วเวลาใกล้เกษียณค่อยปรับสัดส่วนหุ้นน้อยลงก็ได้  ผลตอบแทนที่คาดหวังของเราจะดีขึ้นเยอะเลย  เพิ่มโอกาสที่เราจะเกษียณได้ตามแผนมากขึ้นครับ

    • อัตราการออม

    อันนี้แหละที่เป็นตัวส่งผลเยอะที่สุดเลย  โดยเฉพาะถ้าเริ่มต้นออมได้ตอนอายุยังน้อย  ผลของดอกเบี้ยทบต้นจากเงินออมที่สูงขึ้นจะมีเยอะมาก  ลองปรับแผนดูว่าสามารถออมเพิ่มขึ้นเดี๋ยวนี้เลยได้มั้ย  ถ้าเป็นไปได้อย่าวางแผนลักษณะว่าจะไปออมเยอะขึ้นตอนปีท้ายๆใกล้เกษียณ  เพราะทำแบบนั้นเวลาให้เงินงอกเงยมันน้อย  เป็นไปได้กระจายเกลี่ยให้เท่าๆกันตลอดดีกว่า  หรือถ้ายิ่งดีให้เทมาออมเยอะๆตอนอายุน้อยจะดีมาก

    ยังไงไปลองทำกันดูครับ

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 9 – การลงทุนสำหรับเป้าหมายระยะสั้นและกลาง

    ถ้าเน้นเอาแบบปลอดภัยสุดๆ  พวกเราอาจจะมองว่าการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับเป้าหมายระยะสั้น  คือการเลือกลงทุนแต่สินทรัพย์ที่ผลตอบแทนมีการรับประกันแน่นอนเท่านั้น  เช่นเงินฝากประจำ, กองทุนตลาดเงิน  ซึ่งก็เป็นอะไรที่เหมาะสมอยู่ถ้าเป้าหมายมันเป็นเป้าหมายที่สั้นมากๆ  แต่ถ้าเป้าหมายมีระยะเวลาเกิน 1-2 ปีแล้วละก็มันจะเริ่มไม่ดีละ  เพราะมูลค่าของเงินเราจะเริ่มโดนเงินเฟ้อบั่นทอนไป  ดังนั้นวันนี้เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับเป้าหมายระยะสั้นและกลางกัน

    ต้องเข้าใจก่อนว่า  การลงทุนด้วยระยะเวลาสั้นยิ่งสั้น  มันก็ยิ่งมีโอกาสที่ผลตอบแทนจะแกว่งได้มาก  อย่างสมมติถ้าสังเกตดูตารางข้างล่างนี้

    %e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa

    สังเกตตรงผลตอบแทนหุ้นไทย  ถึงแม้ว่าในระยะยาวแล้วเฉลี่ย 18 ปีที่ผ่านมา  เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.78% ต่อปี  ซึ่งโดยปกติผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในระยะยาวเกิน 10 ปีขึ้นไปมันก็อยู่ประมาณนี้ 10-12% แล้วแต่ช่วงปีที่วัด  แต่ถ้าดูละเอียดลงไปในแต่ละปีย่อยมันจะมีการแกว่งรุนแรงมาก  แทบไม่มีปีไหนได้ผลตอบแทนเท่าค่าเฉลี่ย  ถ้าสมมติเราลงทุนระยะสั้นแค่ปีเดียว  เราอาจจะไปเจอปี 2000 หรือ 2008 เปรี้ยงเข้าไปมูลค่าพอร์ตเราหายไปเกือบครึ่ง  หรือถ้าเราโชคดีเจอปี 2003 หรือ 2009 มูลค่าพอร์ตเรานี่โตพรวดดูเซียนสุดๆ  การลงทุนระยะยิ่งสั้นผลตอบแทนมันจะยิ่งขึ้นกับโชค  ต่อให้เป็นตราสารหนี้ก็มีแกว่งอยู่ดีถึงแม้ว่าจะแกว่งรุนแรงน้อยกว่ามากก็ตาม

    แล้วถ้างั้นสำหรับเป้าหมายที่มีระยะเวลาลงทุนไม่นานจะลงทุนยังไงดี

    1. อาจจะมีหุ้นอยู่ในพอร์ตบ้าง แต่ไม่ควรลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ต

    ยิ่งเป้าหมายยิ่งใกล้  เราควรมีหุ้นในพอร์ตยิ่งน้อย  เพราะอย่างที่เห็นว่ามันแกว่งรุนแรงมาก  โดยส่วนตัวแนะนำว่าสมมติเป้าหมายเรามีเวลาให้ลงทุน 10 ปี  ตอนปีแรกๆอาจจะมีสัดส่วนหุ้นซัก 50% ได้  แต่พอเริ่มเหลือ 4-5 ปี  ก็ควรทยอยลดสัดส่วนของหุ้นให้เหลือน้อยลงอาจจะเป็น 20% พอ  ถ้าเหลือปีลงทุนแค่ปีเดียว  หุ้นก็อาจจะ 0% เลยก็ได้

    1. สำหรับเป้าหมายระยะสั้น (ระยะเวลาลงทุนไม่เกิน 2 ปี)

    ถ้าระยะเวลามันสั้น  เน้นให้ความสำคัญกับความชัวร์ดีกว่าเน้นผลตอบแทนสูง  ถึงแม้ว่าตอนนี้ผลตอบแทนดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์จะต่ำมาก  แต่ก็ดีกว่าไปเสี่ยงเพราะเราใกล้จะต้องใช้เงินแล้ว  โดยปกติแนะนำให้ลงทุนในอะไรพวกที่ใกล้เคียงเงินสดแบบนี้

    • บัญชีเงินฝาก

    • บัญชีเงินฝากประจำ

    • กองทุนรวมตลาดเงิน

    1. สำหรับเป้าหมายระยะกลาง (ระยะเวลาลงทุน 3-10 ปี)

    ถ้าระยะเวลามันพอมีแบบนี้เราถึงน่ามาคิดว่าจะทำไงให้ได้ผลตอบแทนดีขึ้น  ตอนนี้เราสามารถเสี่ยงได้มากขึ้น  เราอาจจะเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวที่ผลตอบแทนสูงกว่าพวกที่ใกล้เคียงเงินสด  แล้วถ้าสมมติระยะเวลาเรามีนานหน่อยค่อนไปทางใกล้ๆ 10 ปี  เราอาจจะสมควรเติมสัดส่วนของหุ้นเข้าไปด้วย

    ถ้าเรามีเวลามากกว่า 2 ปี  แต่น้อยกว่า 5 ปี

    ก็ยังควรจะเน้นปลอดภัยอยู่  แนะนำให้เน้นลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เป็นหลัก  กองทุนตราสารหนี้บางปีก็อาจจะมีขาดทุนได้  แต่ก็ปกติจะแค่เล็กน้อยเท่านั้น  และโดยรวมจะกำไร  เหมาะกับระยะเวลาลงทุนของเรา  สินทรัพย์ที่ควรลงทุนก็อย่างเช่น

    • พวกใกล้เคียงเงินสดทั้งหลาย (ชุดเดียวกับเป้าหมายระยะสั้นข้างบน)

    • กองทุนตราสารหนี้รัฐบาลระยะสั้น

    • กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

    • กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง

    ตัวอย่างเช่น  อาจจะจัดพอร์ตอะไรประมาณนี้

    20%    พวกใกล้เคียงเงินสด

    40%    กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

    40%    กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง

    ถ้าเรามีเวลาตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี

    อาจจะมีตราสารทุนเข้ามาปนบ้าง  โดยเฉพาะถ้าระยะเวลาลงทุนค่อนไปทาง 10 ปี  แต่ถึงยังไงก็ควรจะมีพวกตราสารหนี้ระยะสั้นไว้พอสมควร  สินทรัพย์ที่ควรไปอยู่ในพอร์ตมี

    • พวกใกล้เคียงเงินสดทั้งหลาย (ชุดเดียวกับเป้าหมายระยะสั้นข้างบน)
    • กองทุนตราสารหนี้รัฐบาลระยะสั้น
    • กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
    • กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว
    • กองทุนผสมหุ้น 20-30%
    • กองทุนผสมหุ้น 50%
    • กองทุนหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ (แต่มีอย่าเยอะ)

    อาจจะจัดพอร์ตประมาณนี้

    20%    พวกใกล้เคียงเงินสด

    20%    กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

    40%    กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว

    20%    กองทุนดัชนีหุ้น SET 100

    โดยปกติผมก็จะแนะนำประมาณนี้ครับ  อย่าลืมว่าสำหรับเป้าหมายระยะสั้นกับกลาง  ความปลอดภัยมาก่อนผลตอบแทนที่สูงเพราะเราไม่ได้มีเวลาเยอะสำหรับแก้ไขข้อผิดพลาดหรือรอให้ตลาดฟื้นตัว  แต่ก็ไม่ใช่ว่าเอาแต่ปลอดภัยอย่างเดียวจนมูลค่าเงินโดนเงินเฟ้อกินหมดครับ

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 8 – สร้างนโยบายการลงทุนให้ตัวเอง

    have-your-own-set-of-rules

    อันนี้ปกติถ้าเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเตรียมให้ลูกค้ามันจะมีรายละเอียดเยอะมาก  แต่ส่วนตัวผมว่ามันไม่ต้องซับซ้อนขนาดนั้นก็ได้  ผมว่าการวางนโยบายการลงทุนของตัวเองยิ่งทำให้ชัดเจนเข้าใจง่ายเท่าไหร่ยิ่งดี  เป็นไปได้มันควรจะสรุปอยู่บนสองหน้ากระดาษพอ  ที่ผ่านมาเราอาจจะลงทุนอยู่แล้วแหละแค่ไม่ได้มีการวางนโยบายภาพรวมที่ชัดเจน  วันนี้เราจะมาทำสร้างนโยบายการลงทุนของตัวเองกัน

    แผนนโยบายการลงทุนคือเราพยายามจะกำหนดภาพรวมการลงทุนเราว่า  จะลงทุนในสินทรัพย์แบบไหนบ้างเป็นสัดส่วนเท่าไหร่, ลงทุนแต่ละอย่างมีหลักเกณฑ์ในการเลือกอย่างไร  และจะมีระบบในการติดตามผลดูแลอย่างไร

    เพื่อความง่าย  ใช้ template ของ Morningstar เลยก็ได้ครับ  ไปดาวน์โหลดที่นี่

    https://drive.google.com/open?id=1Ysqq4hcsDfMndQ_R0di9iF_Dp365Dalp

    จากนั้นทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    (more…)

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 7 – วางแผนจ่ายหนี้

    debt

    นักลงทุนส่วนใหญ่จะชอบคิดไปเรื่องจัดสรรการลงทุนว่าลงทุนในอะไรดี  แต่สิ่งที่ควรคิดก่อนไปถึงเรื่องนั้นคือ  คิดก่อนว่าเงินที่มีเข้ามาควรจะเอาไปลงทุนแล้วหรือยัง  หรือจริงๆควรเอาไปจ่ายหนี้ก่อนดี

    ยกตัวอย่างเช่น  เราอาจจะรู้สึกว่าเงินกู้บ้านอยู่ในหมวดหนี้ที่ดี  ก็เลยไม่รู้สึกว่าต้องรีบจ่ายให้หมด  เลยเอาเงินไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หรือฝากธนาคาร  ทั้งที่จริงๆแล้วผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนพวกนี้ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเงินกู้เยอะมาก  สู้เอาเงินที่เหลือไปเร่งชำระเงินต้นจะเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่ามากกว่า

    เพื่อให้ง่ายต่อการเห็นภาพ  เราควรเอาหนี้ต่างๆที่มีและการลงทุนต่างๆที่เราทำอยู่มาเขียนรวมกันไว้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน  เมื่อเราเห็นภาพรวมเราจะได้ตัดสินใจบริหารเงินของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น  เพื่อให้ง่ายเริ่มจากไปดาวน์โหลดแบบฟอร์มของ Morningstar มาก่อน

    https://drive.google.com/open?id=1EjjkZx0Wd-pKQ4SfkJdtUsBDjFbaRFHw

    จากนั้นทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    1. เขียนอัตราดอกเบี้ยของหนี้ที่เรามี

    ถ้าเป็นอันที่อัตราดอกบี้ยคงที่มันก็จะง่าย  เราก็ใส่อัตราดอกเบี้ยอันนั้นลงไปตรงๆ  แต่ถ้าสมมติเป็นอัตราดอกเบี้ยประเภทไม่คงที่อันนี้ก็จะประมาณยากหน่อย  แต่คิดว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่แหละ

    อย่าลืมว่าดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านสามารถหักลดหย่อนภาษีได้  ทำให้อัตราดอกเบี้ยแพงน้อยลงนิดหน่อย  แต่อย่างหนี้บัตรเครดิตหรืออย่างอื่นจะลดหย่อนภาษีไม่ได้

    1. เขียนอัตราผลตอบแทนคาดหวังของวิธีลงทุนต่างๆที่เราทำอยู่

    ผลตอบแทนคาดหวังเราประมาณเอาจากสถิติย้อนหลังของกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ  โดยแนะนำให้ดูเฉลี่ยย้อนหลังหลายปี  และเลือกใช้กองทุนที่ทำได้กลางๆผลตอบแทนระดับเปอร์เซนต์ไทล์ที่ 50th เป็นเกณฑ์  ไปดูได้จากเวปของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC)  หรือไม่ก็ดาวน์โหลดสรุปของตุลาคม 2017 ได้ที่นี่

    https://drive.google.com/open?id=1ylcPd-g90of-XX_oWrjcRKwR3rPSoZwK

    การลงทุนบางอันอาจมีลักษณะพิเศษที่ต้องพิจารณาด้วย  เช่นรลงทุนอันไหนได้รับการลดหย่อนภาษีหรือไม่  และบางอันเราได้คนอื่นสมทบเพิ่มเติมด้วยอย่างเช่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    สมมติว่าการลงทุนบางอันเราเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนผสม  เราต้องไปอ่านนโยบายการลงทุนว่าสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้กี่ %  หุ้นกี่ %  จากนั้นเอามาเฉลี่ยตามสัดส่วนเอาครับ เช่น  สมมติเป็นกองทุนผสมตราสารหนี้ 70% หุ้น 30%  ผลตอบแทนคาดหวังคือ

    (70% × 2.51%)+(30% × 9.38%)   =   4.57%

    2.51% เอามาจากเฉลี่ยผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังของกองทุนประเภท Mid Term General Bond

    9.38% เอามาจากเฉลี่ยผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังของกองทุนประเภท Equity General

    1. เปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนคาดหวังของการลงทุนกับดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทต่างๆที่เรามี

    เอาเงินที่เรามีไปทำเรื่องต่างๆเรียงลำดับความสำคัญดังนี้

    1. ชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนมาก โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่สามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้  เช่นหนี้บัตรเครดิต

    2. สมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพใน % ที่สูงที่สุดที่บริษัทที่ทำงานเราจะช่วยสมทบด้วย

    3. ชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนมาก แต่ลดหย่อนภาษีได้  หรือหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากและลดหย่อนภาษีไม่ได้

    4. ลงทุนในกองทุนที่ได้รับการลดหย่อนภาษีต่างๆ LTF, RMF  ถ้าเป็นไปได้เราไม่ได้กำลังใกล้จะเกษียณมาก  เลือกเอาที่ผลตอบแทนคาดหวัง 6% ต่อปีขึ้นไป

    5. ชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยไม่สูงมากและลดหย่อนภาษีได้

    6. ลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยที่ผลตอบแทนต่ำและลดหย่อนภาษีไม่ได้

    ในกรณีที่เจอว่าดอกเบี้ยของหนี้กับผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนดันเท่ากันพอดี  ให้เลือกจ่ายชำระหนี้ไว้ก่อน  เพราะอัตราดอกเบี้ยของหนี้มันเป็นอะไรที่แน่นอนมาก  ในขณะที่ผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนมันอาจจะแกว่งได้ครับ

    และนี่คือหลักการคร่าวๆเรื่องการตัดสินใจชำระหนี้ก่อนหรือลงทุนก่อนครับ

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 6 – สำรองเงินไว้เผื่อฉุกเฉิน

    emergency-only-crisis-fund

    เรื่องนี้ก็เป็นส่วนสำคัญสำหรับการวางแผนการเงิน  แต่อาจเป็นเพราะเรื่องฉุกเฉินมันมักจะทำให้คิดถึงเรื่องไม่ดีมั้ง  คนเลยไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่

    แต่จริงๆเรื่องนี้มันสำคัญมากสำหรับคนทุกวัยเลยแหละ  ยิ่งสำหรับคนที่มีหนี้สินอยู่  การมีเงินกันไว้เผือฉุกเฉินทำให้ถ้าต้องซ่อมบ้านหรือเกิดเรื่องอื่นขึ้น  เราจะไม่ต้องไปดึงเงินออกมาจากส่วนที่กันเอาไว้สำหรับเกษียณ  ไม่กระทบกับแผนชีวิตระยะยาวของเรา

    โดยปกติแล้วคำแนะนำทั่วไปคือให้สำรองเงินเผื่อฉุกเฉินไว้ให้พอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน  สาเหตุที่คนเค้าแนะนำแบบนั้นเพราะเผื่อกรณีตกงานไม่มีรายได้  เพื่อให้ง่ายลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    1. ดูว่าค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนเราคือเท่าไหร่

    ลองคำนวณรายจ่ายต่อเดือนที่จำเป็นทั้งหมดดู  เช่น  ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำไฟ, โทรศัพท์, อาหาร, หนี้ที่ต้องจ่าย, เบี้ยประกัน, ฯลฯ  เอาที่มันจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต  เรื่องที่แบบ “มีก็ดี” อย่างซื้อเสื้อผ้า, เน็ตบ้าน อะไรพวกนี้ตัดออกไปก่อน  เอาตัวเลขที่ได้คูณสามเดือน  อันนี้คืออย่างน้อยขั้นต่ำที่สุดที่เราต้องมีสำรองไว้  จากนั้นปรับเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ของเรา

    เรื่องหลักก็อย่างเช่นอาชีพการงาน  ถ้าเรามีอาชีพรายได้ไม่แน่นอนเป็นฟรีแลนซ์, รับงานเป็นโปรเจค  อะไรก็แล้วแต่ที่รายได้ไม่เท่ากันทุกเดือน  ลักษณะนี้เราก็ควรกันเงินไว้เยอะหน่อย  หรืออย่างสมมติว่าอาชีพเราอยู่ในตำแหน่งงานเฉพาะทางหรือตำแหน่งสูง  เวลาออกจากงานมาแล้วจะหางานใหม่ก็อาจจะยากกว่าอาชีพทั่วไป  ดังนั้นก็ควรกันเงินไว้เยอะหน่อย

    ปัจจัยเรื่องสุดท้ายคือ  ดูว่าค่าใช้จ่ายเรายืดหยุ่นได้ขนาดไหน  เช่นถ้าเราเพิ่งจบใหม่สามารถย้ายที่อยู่ได้ง่าย, หาห้องพักอยู่หารกับเพื่อนก็ได้  หรือย้ายกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ก็ได้  แบบนี้เงินสำรองก็ไม่ต้องมีเยอะ  แต่สมมติเราผ่อนบ้านอยู่  ผ่อนรถอีกสองคัน  มีลูกอีกหลายคน  แบบนี้ก็ต้องสำรองไว้เยอะกว่า

    1. แล้วตอนนี้มีสำรองไว้เท่าไหร่

    รวมเงินทั้งหมดที่อยู่ในบัญชีออมทรัพย์, บัญชีกระแสรายวัน  และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น  ไม่นับเงินที่อยู่ในหุ้น, กองทุนหุ้น, กองทุนผสม  หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว  จากนั้นตัดส่วนที่เรากันเอาไว้จ่ายเรื่องอะไรเป็นพิเศษไว้แล้วออกไป  สิ่งที่เหลือนี่คือเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่เรามีอยู่

    1. ตั้งเป้าหมายจำนวนเงินที่ต้องสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน

    เอาจำนวนจากข้อ 1 ลบออกด้วยจำนวนจากข้อ 2  สิ่งที่ได้คือเงินที่เราต้องเก็บเพิ่มเพื่อสำรองเผื่อฉุกเฉิน  และนี่จะเป็นเป้าหมายหลักที่เราต้องตั้งใจทำให้ได้  ถึงแม้ว่าเราต้องจ่ายหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้สินอะไรอยู่  แต่ก็ต้องพยายามออมเพิ่มตรงส่วนนี้ให้ได้  ไม่ต้องให้ได้ในเดือนเดียวก็ได้  แต่ต้องเริ่มแล้ว

    1. เอาเงินสำรองไปลงทุนให้เหมาะสม

    ดอกเบี้ยเงินฝากเดี๋ยวนี้ต่ำมาก  ถึงแม้ว่าเงินสำรองส่วนนี้จริงๆแล้ววัตถุประสงค์คือเผื่อฉุกเฉินไม่ได้เอาไว้ทำกำไร  แต่ผมว่าเอาลงทุนไว้ในกองทุนตลาดเงินหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นดีกว่า

    กองทุนพวกนี้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก  และลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น  ถึงจะไม่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐบาลเหมือนเงินฝากก็ตาม  แต่ก็ความเสี่ยงน้อยมาก  ผลตอบแทนจะอยู่ประมาณ 1-2%  และเวลาถ้าต้องขายออกมาเป็นเงินสดก็ใช้เวลาไม่นานซักวันนึงประมาณนี้  ช้ากว่าเงินฝากแค่นิดเดียวเท่านั้น

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 5 – ประเมินความจำเป็นของการทำประกัน

    risk-risk-risk

    ไม่ว่าเราจะลงทุนเทพแค่ไหนก็ตาม  ถ้าชีวิตเราไม่ได้มีการเตรียมเผื่อความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นไว้เลย  ถึงวันนึงกำไรที่ทำมาทั้งมันอาจจะวอดไปในทีเดียวเลยก็ได้

    ชีวิตเราเกิดความเสี่ยงมาได้หลายรูปแบบมาก  ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อทรัพย์สินบ้านรถหรือตัวเราสุขภาพของเรา  แทนที่จะปล่อยให้เสี่ยงต่อไปเราควรทำประกันเอาไว้  เพราะเราไม่ต้องการให้จู่ๆมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดตูมขึ้นมาเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลแล้วทำให้แผนทางการเงินทั้งชีวิตเราเสียไป

    เวลาตัดสินใจทำประกัน  คำแนะนำอย่างแรกเลยคืออย่าไปทำประกันกับสิ่งที่เราสามารถจ่ายเองได้ไหว  เช่น  สมมติเรามีเงินออมเหลือเฟือ  เราจะไม่ล้มละลายเพราะคอมพังแล้วต้องซื้อคอมเครื่องใหม่แน่นอน  ดังนั้นไม่จำเป็นต้องซื้อ warranty ของคอมเพิ่มอีก  ในทางกลับกัน  เราควรจะมีการทำประกันเผื่อความเสี่ยงที่ใหญ่และแพง  อย่างเช่น

    • ประกันสุขภาพ

    โอกาสที่เราจะเจ็บป่วยรุนแรงคงไม่ได้มีบ่อยก็จริง  แต่ในชีวิตเรามันก็ต้องมีซักวันแหละที่ป่วย  แล้วมันดันเป็นค่าใช้จ่ายที่เยอะมากและแพงขึ้นทุกปีด้วยไง  บางโรคอาจเสียเงินเป็นล้าน  ถ้าเรามีเงินเผื่อไว้เยอะก็อาจจะไม่ต้องซื้อประกันนี้  แต่ไม่อย่างนั้นผมว่าเผื่อไว้ดีกว่านะ

    • ประกันอัคคีภัยบ้าน

    โดยปกติบ้านก็จะเป็นทรัพย์สินใหญ่ที่มูลค่าสูงที่สุดที่เรามีดังนั้นถ้าเราไม่ได้มีเงินเหลือเฟือสามารถสร้างบ้านใหม่ได้ง่ายๆ  มีประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยไว้ก็ดีครับ  มันคุ้มครองไม่ใช่แค่ตัวบ้านแต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้านด้วย  และไม่ใช่จากภัยไฟไหม้อย่างเดียวด้วย  มีเรื่องน้ำฝนที่มาจากหลังคารั่ว  บ้านโดนยานพาหนะชนอะไรพวกนี้ด้วย

    • ประกันรถยนต์

    อันนี้ก็เหมือนกันเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง  ประกันภัยภาคบังคับนี่ยังไงก็ต้องมีอยู่แล้ว  แต่ภาคสมัครใจก็ควรจะมีไว้เพื่อคุ้มครองตัวรถเผื่อกรณีอุบัติเหตุรถชน  โดยปกติถ้าเรามั่นใจฝีมือการขับรถเราอยู่แล้วและโอกาสได้ใช้ประกันน้อย  ทำประกันแบบที่มี deductible (ค่าเสียหายส่วนแรก) สูงหน่อยแล้วเบี้ยประกันต่ำๆก็ได้

    • ประกันชีวิต

    นี่เลยคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด  โดยเฉพาะกรณีที่เรายังทำงานมีรายได้อยู่และมีคนอื่นที่ต้องพึ่งพารายได้จากเรา  เช่นมีสามีหรือภรรยาและลูกหรือเป็นพ่อแม่ที่เกษียณแล้วก็แล้วแต่  เราควรต้องมีทำประกันชีวิตเผื่อเราไม่อยู่  ผมแนะนำให้ทำประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลาเลือกกำหนดเวลาที่เหมาะสมสำหรับเรา  และเอาแบบมาตรฐานที่สุด  ซึ่งคือแบบที่ได้เงินจากการเสียชีวิตของเราเท่านั้น  ไม่เอาแบบที่ได้เงินคืนเมื่อครบกำหนดหรือพวกซับซ้อนอื่นๆ  เช่นพวกสะสมทรัพย์  เบี้ยประกันของประกันชีวิตลักษณธนี้จะถูกที่สุดที่เป็นไปได้  สาเหตุที่แนะนำเอาแบบมาตรฐานสุดเพราะเราแค่เผื่อเราเสียชีวิต  พวกเรื่องสะสมทรัพย์เราไปจัดการเองได้  ผลตอบแทนพวกนี้ส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับเบี้ยที่ส่งแล้วจะกระจอกมาก

    อย่าลืมว่า  สาระสำคัญของการทำประกันภัยคือเพื่อปกป้องเราจากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น  มีไว้สำหรับปกป้องสถานะทางการเงินเราไม่ให้เสียหายจากเหตุไม่คาดฝัน  ดังนั้นทำประกันภัยไว้ในระดับที่เหมาะสม  อย่าไปทำไว้เว่อร์เกินความจำเป็น  และไม่ใช่ว่าไม่มีเลย  เราควรต้องมีไว้บ้างครับ

  • เสริมสร้างฐานะทางการเงิน 4 – ปรับจูนแผนการออม

    save-money-and-the-money-will-save-you

    จากหัวข้อที่แล้วเราจะมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนมากขึ้นแล้ว  ตอนนี้เรามาพูดถึงการปรับแผนการออมให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นกัน

    ปกติในการปรับจูนแผนการออม  อย่างแรกเลยคือเอาเป้าหมายทางการเงินของเราเป็นตัวตั้ง  จากนั้นพิจารณาปัจจัยหลักๆคือ  รายได้ของเรา, เงินออมที่มีอยู่แล้ว ณ ปัจจุบัน, ระยะเวลาที่จะถึงวันเกษียณ  และผลตอบแทนที่คาดหวังจากการเอาเงินออมไปลงทุน  แล้วคำนวณดูว่าจะต้องออมเพิ่มเป็นเงินเดือนละหรือปีละเท่าไหร่กันแน่

    ขั้นตอนคือทำตามนี้เลย

    1. จัดเรียงลำดับความสำคัญของเป้าหมาย

    ขั้นตอนนี้น่าจะได้ทำมาตั้งแต่บทความหัวข้อที่แล้ว  หรือจะตั้งเดี๋ยวนี้เลยก็ได้  เอาเป้าหมายที่สำคัญที่สุดก่อนอย่างเช่น  จ่ายหนี้, เตรียมเงินก้อนสำรองเผื่อฉุกเฉิน  แล้วค่อยตามด้วยเรื่องอื่น  ลองตั้งดูซักเรื่องก่อน

    1. ตีเป้าหมายนั้นออกมาเป็นมูลค่าตัวเงิน

    ถ้าเป็นเป้าหมายระยะสั้นพวกที่ต้องจ่ายปีหน้า  เช่น  ปีหน้าจะดาวน์คอนโด  ลักษณะนี้ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อ  ใช้ตัวเลขตรงๆไปเลย  แต่สมมติมันเป็นเป้าหมายห่างไกลออกไปหลายปี  ก็อาจจะต้องประมาณการณ์เงินที่ต้องใช้เผื่อเงินเฟ้อเข้าไปด้วย  ใช้เวปนี้ก็ง่ายดี http://www.calculatorweb.com/calculators/inflationcalc.shtml

    1. คำนวณเงินที่ต้องออมสำหรับเป้าหมายทั่วไป (ที่ไม่ใช่เรื่องการเกษียณ)

    พอได้เป้าหมายตีเป็นมูลค่าตัวเงินคร่าวๆแล้ว  สิ่งที่ทำต่อคือคำนวณว่าเงินที่มีอยู่พอหรือยัง  และสมมติไม่พอต้องเก็บเงินเพิ่มกี่บาท  สำหรับเป้าหมายทั่วไปที่ไม่ใช่เรื่องการเกษียณ  ลองใช้เวปนี้ก็ได้ครับง่ายดี

    http://www.thecalculatorsite.com/finance/calculators/savings-goal-calculator.php

    ตัวอย่างวีธีใช้  สมมติเป้าหมายเราคือจะสะสมเงิน 300,000 บาททำอะไรซักอย่าง  ตอนนี้มี 70,000 บาทละ  อยากมีเงินให้ถึงเป้าหมายภายใน 2 ปี  สมมติว่าไม่ได้ลงทุนอย่างอื่นฝากเงินเฉยๆ  สมมติว่าดอกเบี้ยเงินฝาก 1% เวลาใส่ข้อมูลก็พิมพ์ใส่ไปในช่องตามนี้

    Currency                                           ไม่ต้องสน  เป็นอะไรก็ได้

    Savings Goal Total                          300,000

    Current Savings Balance              70,000

    Annual Interest Rate                     1%

    Number of Years                            2

    แล้วก็กดปุ่ม Calculate  มันจะขึ้นผลมาข้างล่าง  ดูตรง Monthly Deposit Required  เลขตัวนั้นคือบอกว่าจะต้องออมเดือนละเท่าไหร่  อย่างกรณีในตัวอย่างนี้มันจะได้ว่า  ต้องออมเพิ่มเดือนละ 9433.75 บาท  ถึงจะได้ตามเป้าในเวลาที่กำหนด

    ลองไปเล่นดูครับ  ปรับตัวแปรต่างๆดูเอาให้มันเหมาะสมกับเป้าหมายส่วนตัวของตัวเอง

    1. วางแผนการออมสำหรับการเกษียณอายุ

    อันนี้มันจะซับซ้อนกว่าการวางเป้าหมายทั่วไป  ก็เลยต้องใช้เครื่องมือคำนวณที่มีรายละเอียดมากกว่าหัวข้ออื่น  ผมเคยเห็นในเวปของธนาคารและบริษัทที่ให้บริการเรื่องกองทุนโดยปกติจะมีให้ทำออนไลน์  หรือไม่ก็ใช้ Excel Sheet ของผมก็ได้  เคยมีทำไว้  สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

    https://drive.google.com/open?id=1TP7t5aJmyoEr15vuB676_dIjMLdXl_AK

    มันจะมีอยู่ 4 หน้า ข้างล่างคือ  Personal Data, Provident Fund, Assumptions กับ Result

    เวลาเข้าไปทำ  ก็คือแค่กรอกข้อมูลของตัวเองลงไปในช่องที่ผมทำสีเขียวไว้  ทำเรียงไปทีละอันแค่นั้นเอง  ถ้าเราไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ปล่อยว่างเอาไว้  พอใส่ครบหมดแล้วผลลัพธ์หน้าสุดท้ายมันจะบอกเลยว่าการออมของเรามันพอมั้ย  ถ้าไม่พอแล้วต้องออมเท่าไหร่

    1. กรณีที่เงินที่ต้องออมสูงจนไม่มีทางทำได้

    เราอาจจะต้องย้อนกลับไปดูถึงเรื่องกระแสเงินสดของเราละ  ไปดูว่าเราสามารถจัดการลดค่าใช้จ่ายตรงไหนได้อีกมั้ย  เพื่อให้เราสามารถออมต่อเดือนได้มากขึ้น  เรามีพูดถึงหัวข้อนี้ไปแล้วในซีรี่ส์นี้บทความที่ 2 หรือเราอาจจะลองเกี่ยวกับหุ้นมากขึ้น  ทั้งจะลงทุนในกองทุนหุ้นหรือลงทุนในหุ้นด้วยตัวเอง  เพื่อเพิ่มโอกาสทำผลตอบแทนต่อปีที่สูงขึ้น  แต่ใช้ความระมัดระวังในการปรับประมาณการณ์เรื่องผลตอบแทนคาดหวังนะครับ  อย่าให้มันสูงเกินไป  เผื่อไว้ด้วยว่าถึงเวลาจริงผลลตอบแทนที่เราคาดหวังไว้อาจจะได้ได้ไม่ถึงที่คาดก็ได้

    ถ้ามันยังไม่ได้จริงๆ  แปลว่าเราต้องหารายได้เพิ่มแล้วล่ะ  สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันไม่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตเราแน่นอนละครับ